L ATELIER De Joel Robuchon Bangkok Mahanakhon Cube

Last updated: Mar 25, 2016  |  3005 จำนวนผู้เข้าชม  |  ร้านอาหาร

L ATELIER De Joel Robuchon Bangkok Mahanakhon Cube


L’ATELIER de Joël Robuchon Bangkok
ลัตตาลิเย่ร์ เดอ โจเอล โรบูชอง กรุงเทพ

(Review Date : 29 July 2015)


ร้านนี้ดีอย่างไร L’ATELIER de Joël Robuchon
(ลัตตาลิเย่ร์ เดอ โจเอล โรบูชอง)
หรือ “ห้องปฏิบัติการของ Joël Robuchon”
เป็นร้านอาหารของเชฟ Joël Robuchon
เจ้าของฉายา "เชฟแห่งศตวรรษ"
ผู้ ครอบครอง Michelin Star จำนวนมากที่สุด
ในประวัติศาสตร์วงการอาหาร คือ สูงถึง 25 ดวง!

คนนี้ค่ะ Credit Picture by Google>>

https://www.google.co.th/search?q=joel+robuchon&biw
=1920&bih=911&source=lnms&tbm=isch&sa=X&sqi=
2&ved=0CAYQ_AUoAWoVChMIs6W9tKj2xgIVyx2OCh2sdwt8



 “ห้องปฏิบัติการของ Joël Robuchon” สาขาใหม่ล่าสุด
เป็นลำดับที่ 9 ณ ตึกมหานครคิวบ์ ที่กรุงเทพมหานคร
เปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2557
ภายใต้แนวคิด “ครัวเปิดสุด exclusive” ให้เหล่า foodie
ผู้คลั่งไคล้ในอาหารได้ลิ้มลองกัน!

*Michelin Star คือ รางวัลที่ให้กับร้านอาหารทั่วโลก
ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป เอเชีย โดยร้านที่ได้รางวัลนั้น
จะต้องมีความเลอค่า ทั้งด้านคุณภาพ เทคนิค
ลักษณะเฉพาะตัวของอาหาร
ความเสมอต้นเสมอปลายของรสชาติ การตกแต่งจาน
บริการ ซึ่งแบ่งออกเป็นระดับตั้งแต่ 1 ถึง 3 ดาว และ
ถือเอา 3 ดาว เป็นคะแนนสูงสุด


ร้านของเชฟระดับดาวมิชลินสตาร์มากที่สุด ของศตวรรษ
นักชิมอย่างดิฉัน เมื่อทราบก็ต้องมาให้ได้ค่ะ
การเดินทางง่ายที่สุดรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีช่องนนทรี
มาที่ตึกมหานครคิวบ์ (มีร้าน Dean & Deluca) อยู่ชั้นล่าง
กดลิฟท์ไปชั้น 5 กันเลยค่ะ


มีโอกาสได้มาเจอ Chef Olivier Limousin
เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาว ซึ่งดำรงตำแหน่ง
Executive Chef ของร้านลัตตาลิเย่ร์
เดอ โจเอล โรบูชอง กรุงเทพ ก่อนหน้านี้
เชฟประจำอยู่ที่สาขาลอนดอนค่ะ


ประวัติการทำงานสั้นๆ เป็นเชฟตั้งแต่อายุ 18 ปี
และทำงานกับร้านของเชฟโจเอล โรบูชอง
มากว่า 12 ปี ปัจจุบันเป็นเชฟมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว
เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เชฟนำเสนอเมนูพิเศษให้ชิม
และ ได้เห็นการทำงานของเชฟในห้องครัวอย่างใกล้ชิด
สัมผัสได้เลยว่าเชฟเป็นคนมุ่งมั่น และมีแรงบันดาลใจ
แสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ



เชฟน่ารักมากค่ะ ขี้เล่น เป็นกันเองสุดๆ แวะมาชวนพูดคุย
ปล่อยมุกอย่างกับ super star เลย
ใครมาทานที่ร้านก็ทักทายเชฟกันได้ค่ะ




ทีมเชฟคุณภาพที่ไปเจอก็จะมี
Chef Mitsutane Chiba เชฟชาวญี่ปุ่น


และ Chef Mark Vasseur


ร้านตกแต่งด้วยสีแดง เรียบหรู ถ้านั่งเคาน์เตอร์
ก็จะได้เห็นเชฟทำอาหารกันสดๆ เลย สมกับ
ชื่อร้าน L'ATELIER แปลว่า ห้องปฏิบัติการ



ส่วนด้านในเป็นโต๊ะ กรณีมาเป็นหมู่คณะค่ะ



ตัวอย่างราคาเซ็ตคอร์สกลางวันและเมนูเซ็ตกลางวัน
ที่ให้เลือก 2-4 คอร์ส ถือว่าราคาโอเคมากๆค่ะ



ตัวอย่างเมนูอะลาคาท ก็ถือว่าระดับราคาสูสีกับร้านดัง
ในโรงแรมห้าดาวนะคะ ไม่ได้แพงเว่อร์อะไร



ตัวอย่างราคาเซ็ตใหญ่ 5-7 คอร์ส
อันนี้ราคาเอาเรื่องอยู่ แต่ถ้าตั้งใจมาทานหลายเมนู
ก็จัดว่าคุ้มค่ะ


ขนมปัง Complimentary กันก่อน หอม อร่อย
ชอบแบบทรงกลมอ่ะค่ะ หอม นุ่มมาก


ต่อด้วย Complimentary อีก 1 อย่าง
แต่ก็เป็นเมนูในเซ็ตคอร์สด้วยนะคะ
Le Foie Gras
(Royal of foie gras, aged Porto reduction,
parmesan foam) ด้านล่างเป็นคัสตาร์ดตับห่าน
ชั้นกลางเป็น port wine reduction และ
ด้านบนเป็นโฟมพาร์เมซานชีส
ตักครบทุกเลเยอร์นะคะ รสชาติหอม มัน
เข้มข้น พอรู้สึกว่าจะเค็มไปละก็หมดถ้วยพอดี cool


มีโอกาสได้มาลองหลายครั้งมาดูเมนูที่ชิมกันเลยค่ะ
มาเริ่มที่เมนู Starter กันค่ะ
Pour commencer
(Chilled green kale veloute with spicy tomato jelly)
เมนูนี้อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ไม่มีราคาแยก
เยลลี่มะเขือเทศและเยลลี่ผักเคล
ผักเคลหน้าตาตามจานรองเลยค่ะ


เวลาทานให้ตักครบทุกเลเยอร์ จะได้รสชาติของทั้งหมด
ชิมแล้วรสชาติของมะเขือเทศจะนำกว่าผักเคลนิดๆ ค่ะ


Le Cerise
(Cherry gazpacho with ricotta cheese and roasted pistachio)
เมนูนี้อยู่ในเซ็ตคอร์สมื้อกลางวันไม่มีราคาแยก
ซุปมะเขือเทศเย็น กับรีค็อตต้าชีส และถั่วพิทาชิโอ้


เปรี้ยวแบบสดชื่นกันไปเลยค่ะ แนว healthy ดีสุดๆ


Le Saumon D’ Ecosse (Marinated Scottish salmon like
a gravlax ,fennel and green apple salad)
เมนูนี้อยู่ในเซ็ตคอร์สกลางวันไม่มีราคาแยก เป็นแซลมอนหมัก
แล้วคลุกด้วย Dill หรือ ผักชีลาว 
เสิร์ฟคู่กับสลัดผักเฟนเนลและแอปเปิ้ลเขียว
ซอสครีมเลมอนสด และแพนเค้กงาขาว


บีบมะนาวเล็กน้อย ตัวแซลมอนสดหนา
ทานแบบไม่ต้องใช้ซอสก็โอเคเลยค่ะ



Le Chevre Frais
(Small ravioli with fresh goat cheese and walnut,
green asparagus cappuccino) เป็นเมนูใหม่
ยังไม่อยู่ในเล่มเมนูค่ะ ตรงกลางเป็นราวิโอลี่
สอดไส้ชีสนมแพะและวอลนัท รอบด้านเป็นซุปหน่อไม้ฝรั่ง


ซึ่งราดด้วยซอสคาปูชิโน่อีกที  ชอบตัวซุปค่ะ
รสชาติข้มข้นลงตัวดี



เมนูอะลาคาท
La Tomate (Light and summery cherry tomato candies,
lemon oil and clear tomato jelly) 600 บาท หน้าตาสวยงาม
เชฟคว้านไส้มะเขือเทศออกแล้วเอาน้ำฉีดกลับเข้าไปในลูก
แบบปรุงให้น้ำด้านในมีรสชาติหอม หวาน และ เปรี้ยวนิดๆ สดชื่น
ทานพร้อมกับเยลลี่ด้านล่าง



จานนี้ก็ชอบมาก ต้องมีเคล็ดลับการทำด้วย
น้ำมะเขือเทศที่ฉีดเข้าไปไม่แตก
ไม่เลอะก่อนมาถึงลูกค้า
ทำได้ยังไง??


La Betterave
(Apple and beetroot tartare with guacamole and
green mustard sherbet)  เป็นเมนูใหม่อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่
ไม่มีราคาแยก ชั้นล่างสุดเป็นแอปเปิ้ลและบีทรูท
ด้านบนเป็นซอสมัสตาร์ตซึ่งมีรสเปรี้ยวนำ
ผสมกับอะโวคาโด้จนเนียนเป็นเหมือนครีมซอส


สุดยอดมาก จานนี้ทานแล้วสุดชื่นสุดๆ
และ Healthy สุดๆด้วยค่ะ



คั่นด้วยการชิมไวน์กันบ้างนิดๆหน่อยๆ



Le king crab
(King crab and avocado roll on delicate grapefruit jelly)
900 บาท


ด้านล่างเป็นเยลลี่รสส้ม ด้านบนเป็นอะโวคาโด
สไลด์มาประณีตห่อเนื้อปูอลาสก้าเอาไว้


ตักให้ครบทุกอย่าง
ใน 1 คำ เช่นเคย เมนูนี้ชอบตัววัตถุดิบอยู่แล้ว
ทำออกมาทานง่ายด้วย อาจจะมีกลิ่นขม
ติดปลายลิ้นนิดหน่อยจากเยลลี่รสส้ม
เป็นเอกลักษณ์ดีค่ะ


Le Caviar Imperial De Sologne
(A surprise of Sologne Imperial Caviar) 2,800 บาท
อยู่ในเมนูอะลาคาท และอยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ด้วย


ด้านบนเป็น  Sologne Imperial Caviar
ด้านล่างเป็น Lobster Jelly และล่างสุดเป็นเนื้อปู
King Crab ทานแล้วเข้ากันสุดๆ หวาน มัน
เค็ม ลงตัว ชอบมากค่ะ




มาจานเมนคอร์สกันค่ะ
La Noix De Saint-Jacques (Hokkaido scallops
in their shell served with seaweed butter
เมนูนี้อยู่ในเซ็ตกลางวันและจ่ายเพิ่มอีก 500 บาท
เป็นหอยเชลล์ตัวใหญ่หั่นมาเป็น 3 ส่วน
เสิร์ฟมาในฝาหอย ซึ่งปรุงรสด้วยเนยและสาหร่าย


หอยสด หวาน ปรุงรสมาอร่อยดีค่ะ


La Caille
(Free range quail stuffed with foie gras
served with potato puree and herb salad)
เมนูนี้อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่ไม่มีราคาแยก
นกกระทาอบสอดไส้ตับห่าน ทานพร้อมมันบดเนื้อเนียนนุ่ม


เกรวี่รสเข้มข้นกำลังดี เนื้อนกกระทานุ่มดี
จานนี้อร่อยมาก แต่ไม่ค่อยรู้สึกถึงรสชาติ
ของตับห่านเท่าไหร่


มันบดเวลามาทานเซ็ตกลางวัน จะเสิร์ฟมาพร้อมจานเมน
เป็นถ้วยเลยค่ะ เนียน ละมุนมากๆ รสชาติออกนมๆ ชอบค่ะ


Le Porc (Caramelized pork belly, Cumin flavored
carrot thin mousse) เมนูนี้อยู่ในเซ็ตกลางวัน
ไม่มีราคาแยก เป็นหมูสามชั้นนุ่ม มันละลายในปาก
น้ำซอสเกรวี่อร่อยมาก รสเข้มข้นกำลังดี เสิร์ฟกับ
ซอสมูสแครอทที่มีกลิ่นเครื่องเทศ


สุดยอดมาก ค่อยๆทานทีละคำ ละเลียด
รสชาติหมูและน้ำเกรวี่จนหมด
ไม่ค่อยได้แตะซอสแครอทข้างๆ
เพราะชิมแล้วไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศค่ะ
อิ่มจุกได้เลยค่ะจานนี้ ปริมาณไม่เล็ก



Le Turbot
(Wild Atlantic turbot, artichokes and parsley,
sautéed chanterelle mushrooms) 2,300 บาท
เป็นเมนคอร์สอยู่ในเมนูอะลาคาท เป็นปลาตระกูล
ปลาลิ้นหมาของป่าแอตแลนติก เสิร์ฟกับอาร์ติโช้ค
หน่อไม้ฝรั่งสีขาว และผักชีฝรั่ง ราดซอสเห็ดคันตาเรล


ตัวเนื้อปลามีความมันแทรกอยู่พอประมาณ
ตัวซอสหอมกลมกล่อม มีขมปลายลิ้นนิดๆ
โดยรวมรสชาติดี เมนูปลาทานง่ายสำหรับ
ทุกคนอยู่แล้วค่ะ




Le Burger
(Beef and foie gras burger with lightly
caramelized bell peppers) 1,100 บาท
อยู่ในเมนูอะลาคาท  เบอร์เกอร์เนื้อและตับห่าน
เสิร์ฟกับเฟรนช์ฟราย และ ซอสบาร์บีคิวสูตรของเชฟค่ะ


ตัวเบอร์เกอร์ขนาดมินิกำลังดี กัดประมาณ 4 คำ หมด
แน่นอนว่ามันสุดแสนนุ่มทุกสิ่งอย่าง รสชาติอร่อย
ด้วยเนื้อที่หอม สุก ชุ่มฉ่ำกำลังดี กับตับห่านชิ้นหนา
ซอสของเชฟก็แสนอร่อยเข้มข้น
เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ชอบมากค่ะ



หากใครเลือกคอร์ส แล้วไม่สั่งขนมหวาน ก็สั่งเป็นชีสค่ะ
จะเสิร์ฟมาหลังจากเสิร์ฟจานเมน แบบนี้เลย 4 ชิ้น
แต่ละชิ้นรสเข้มจริงจัง ให้ทานเรียงกันเป็นสเต็ป
และปิดท้าย ด้วยชิ้นลาย (บลูชีส) กลิ่นแรงขึ้นจมูกสุดๆ
เสิร์ฟพร้อมมัสตาร์ด และ ไซรัปค่ะ


มาดูของหวาน
Fleur Caramel
(Caramel lightness, tangerine jelly and sorbet)
เมนูนี้เชฟทำพิเศษค่ะ สวยงามอลังการมาก


ด้านบนเป็นแผ่นน้ำตาลดอกไม้ ตักดูกันเลย


ตัวเนื้อขนมเป็นเยลลี่มีทั้งเลเยอร์รสผลไม้
และ รสครีม และก้อนสีทองเป็นคาราเมลค่ะ
รสชาติลงตัวมีทั้งเปรี้ยวและหวานในเมนูเดียว
ชอบมาก



Le Mikado (Mikado, Jivara milk chocolate mousse
pistachio chantilly) ด้านล่างเป็นฐานครัสกรอบ
กลางเป็นมูสช็อคโกแลตนม และโดมสีเขียวด้านบน
เป็นมูสรสพิทาชิโอ้ เมล็ดสีทองคราวนี้
เป็นถั่วเคลือบนะคะ


ทานทุกเลเยอร์เช่นเคย
อร่อย ทุกรสสัมผัส แต่หวานไปหน่อยค่ะ  


La Perle Citron
(Lemon pearl with an acacia honey jelly and
a bergamot flavored emulsion) อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่
ไม่มีราคาแยก เสิร์ฟมาสวยงามเลอค่ามากๆ เป็นไข่มุก
ลูกใหญ่ทำจากเกล็ดน้ำตาล



ด้านในเป็นวุ้นต้นหนามและน้ำผึ้งรสเปรี้ยวสดชื่น
ตัดกันลงตัวดีมากจริงๆ ทานกับน้ำซอส
และวุ้นมะกรูดด้านล่าง เชฟอธิบายว่าเมนูนี้
เปรียบเสมือนหญิงสาวที่สวยงาม บริสุทธิ์
(ดิฉันเข้าใจอย่างนั้นไม่ในใจว่าเข้าในผิดรึเปล่า)


Le Rubis
(Le Rubis, soft jelly of Calpico and supreme of
lynchee and raspberries) อยู่ในเซ็ตคอร์สใหญ่
ไม่มีราคาแยก เสิร์ฟมาเป็นถ้วยสีทองปิดฝาสวยงาม
อลังการค่ะ


เปิดดูก็สวยงามน่ารักมากๆ  ชื่อเมนูภาษาฝรั่งเศสแปลว่า
ทับทิม ด้านล่างเป็นเหมือนโยเกิร์ตและชิ้นวุ้น
ราดซอสเบอร์รี่ ตัวดอกไม้เนื้อละมุนสุดๆดุดกำมะหยี่
เป็นเหมือนมูสรสลิ้นจี่และราสเบอร์รี่ หอม หวาน
แต่มีรสเปรี้ยว พอทานพร้อมซอสด้านล่าง ก็ยิ่งละมุน
สุดยอดมากเช่นกัน เชฟอธิบายว่าเมนูนี้เปรียบเสมือน
หญิงสาวที่มีความสวยที่น่าค้นหา (ดิฉันเข้าใจอย่างนั้น
ไม่ในใจว่าเข้าในผิดรึเปล่า)



ปิดท้ายด้วยกาแฟ Decaf หอมๆ ไม่มีคาเฟอีน


หรือ ชาคาโมมายด์ ร้อนๆ


มาหลายครั้งขนมแถมท้ายไม่เหมือนกัน
ขนมไข่สไตล์ฝรั่งเศส หอม นุ่ม


ลูกอมเนื้อหนึบๆ หวาน แต่หอมชีส สุดๆ


และช็อคโกแลตสอดไส้คาราเมล หวานๆ ค่ะ


enlightenedก็ถือเป็นร้านอาหารของเชฟระดับมิชลินสตาร์ชื่อดัง
ที่สุดยอดมากๆ จากการไปใช้บริการหลายครั้ง
มีผู้ใช้บริการแน่นตลอดทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ
ที่มั่นใจในคุณภาพอาหาร การบริการ และการนำเสนอ
เมนูของเชฟ ซึ่งดิฉันก็ชอบทุกสิ่งอย่าง
ที่กล่าวมาเช่นกัน โดยเฉพาะราคามื้อกลางวัน
ไม่แรงเกินไปหากใครคิดจะมาลอง แนะนำเลยค่ะ

L’ATELIER de Joël Robuchon Bangkok
ลัตตาลิเย่ เดอ โจเอล โรบูชอง
ชั้น 5 Mahanakhon Cube  (ตึก มหานคร คิวบ์)
สีลม บางรัก กทม.
สอบถามโทร.02-001-0698
ติดตามข้อมูลและข่าวสารของร้านได้จาก
http://www.robuchon-bangkok.com/
https://www.facebook.com/atelier.bkk




 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com