Macau-Hong Kong 2013

Last updated: Mar 10, 2016  |  4170 จำนวนผู้เข้าชม  |  ทริปท่องเที่ยว

Macau-Hong Kong 2013


Trip Macau-Hong Kong 2013

เป็นทริปมาพักผ่อนก่อนถึงเทศกาลปีใหม่ค่ะ เดินทางช่วง 12/12/2013-14/12/2013
มาอ่านทริปย่อกันก่อนค่ะ

Day 1
7.00 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองด้วยสายการบินแอร์เอเชีย
10.35 น. ถึงสนามบินนานาชาติมาเก๊า
11.00 น. ผ่านตม. รับกระเป๋า แล้วออกไปขึ้นรถประจำทาง
11.30 น. ไปฝากกระเป๋าที่ The Venetian
12.00 น. ไปเดินเล่น Senado Square และ โบสถ์เซนต์ ปอล
14.30 น. เดินทางไปท่าเรือ Macau Ferry Terminal
16.30 น. ถึง ฮ่องกง ที่ท่าเรือ China Ferry เรียกแท็กซี่ต่อไปโรงแรม
17.00 น. เช็คอินโรงแรม Imperial Hotel ถนน Nathan Road
18.00 น. เริ่มเดินเที่ยวไปเรื่อย Avenue of Star, Heritage 1881, ชม Symphony of Light และ เดิน Shopping ย่าน Canton Road
22.30 น. แวะทานพิซซ่ายักษ์ก่อนนอน

Day 2
8.30 น. ออกจากโรงแรมไปขึ้นรถราง เพื่อไปชมวิวฮ่องกงยามเช้าที่ The Peak
10.30 น. เดินทางไปถึง DisneyLand เดินถ่ายรูป เล่นเครื่องเล่น ตลอดวัน
14.30 น. ออกจาก DisneyLand ไปเดิน Shopping ที่ Citygates Outlet
18.00 น. แวะห้าง IFC Mall
19.00 น. ทานมื้อเย็นที่ร้าน Spicy Mama ย่าน MTR จอร์แดน
20.00 น. เดินเล่นห้าง Mirama Shopping Mall ก่อนนอน

Day 3
9.00 น. ไปหาติ่มซำทาน
10.00 น. เดินเล่น Shopping ห้าง K11, Harbour City, iSquare, เก็บตกร้าน Sasa
17.30 น. ลากกระเป๋าออกจากโรงแรมไปรอรถบัสไปสนามบิน
18.30 น. ถึงสนามบิน เช็คอิน โหลดกระเป๋า
20.50 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติมาเก๊าด้วยสายการบินแอร์เอเชีย
22.45 น. ถึงสนามบินดอนเมือง

ทีนี้มาดูทริปแบบละเอียดกันค่ะcool

Day 1
ไปถึงสนามบินดอนเมืองแต่เช้าตรู่เพื่อให้ทันเที่ยวบิน ถึงแล้วเราก็โหลดกระเป๋า
แล้วช้อปปิ้งที่ King Power กันนิดหน่อย


เสร็จแล้วถามเพื่อนว่าเอาไงดี จะซื้ออาหารกินบนเครื่องหรือกินก่อนดี
บทสรุปเดินไปที่ S&P ค่ะ ข้าวหน้าไข่กุ้งผัดพริกอร่อยใช้ได้
ของเพื่อนเป็นข้าวผัดน้ำพริกปูกุ้ง แต่บริการช้าทานเสร็จเหลือเวลาหวุดหวิดangry


จนเกือบจะตกเครื่องแล้ว วิ่งไป Gate ทันเวลาเริ่มเปิดให้ขึ้นเครื่องพอดีเลย
พอขึ้นเครื่องก็งีบเอาแรง ตื่นมาคุยนิดหน่อย ถึงแล้วจ้าสนามบินนานาชาติมาเก๊า
ลงเครื่องมาด้วยความดีใจ อากาศดีมาก 19 องศา เดินเล่นเย็นเฉียบ ชอบเลย
ดีนะเนี่ยที่จัดแฟชั่นฮาราจุกุ เลคกิ้ง มาพร้อมเต็มที่cheeky

ชะงักที่ ตม. ช้ามาก คิวยาวด้วย


ออกไปได้ก็เจอเคาน์เตอร์แลกเงิน แลกเงินมาเก๊าซะหน่อยนะ
(อัตราแลกเปลี่ยนไม่ต่างจากเงินฮ่องกงเท่าไหร่ค่ะ)


ออกมาแล้วก็งงๆ เคยมีคนบอกว่าขึ้นรถบัส เก้ๆ กังๆ เอาไงดี
เห็นเค้ารอรถโรงแรมกันก็งงๆ เดินไปเสียเงินขึ้นรถบัสเฉย หุหุ
หยอดไปกี่เหรียญจำไม่ได้แต่ไม่แพง


ไปลง The Venetian นั่งเลยป้ายอีกตะหาก ลงรถเสร็จก็มาอ๋อ
รถ Shuttle Bus ฟรีของแต่ละโรงแรมก็มีวิ่งกันขวักไขว่ เรามาขึ้นรถประจำทาง
ให้เสียตังทำไมเนี่ย วู้ อายจัง (บื้อ ยกที่ 1) แล้วป้ายรถเมล์
ด้านหน้าตรงข้ามถนนไม่ยอมลง นั่งเลยไปโรงแรม Galaxy
เดินลากกระเป๋าเพื่อจะไปฝากกระเป๋าที่ The Venetian
ด้วยความที่ไม่รู้ มารู้ทีหลังว่าที่ Galaxy นี่ก็ฝากกระเป๋าได้เหมือนกัน
แล้วไป The Venetian ให้เมื่อยทำไมช้านนน (บื้อ ยกที่ 2) crying


ไปถึง The Venetian เป็นประตูด้าน West พอดี (จริงๆระยะ
จากสนามบินนั่งรถบัสมา Venetian ไม่ถึง 10 นาที) 
เข้าไปก็เจอที่ฝากกระเป๋าเลย เก็บตั๋วไว้ เค้าให้ฝากฟรีภายใน 24 ชม.
เกินนั้นสงสัยคิดเงิน


เดินออกไปถามเห็นรถบัสฟรีของ
The Venetian เยอะแยะหลายสาย เค้าบอกว่าถ้าจะไป
Senado Square ให้ไปขึ้นรถฟรีที่ Galaxy โว้ววว
พึ่งเดินมาจาก Galaxy เมื่อกี้ แหมให้มันได้อย่างนี้ (บื้อ ยกที่ 3) 
หลายรอบเลยวันนี้ เอ้า เดินกลับไป Galaxy อีกรอบจะเป็นไร
surprise


Galaxy ก็เป็นโรงแรมสวย ใหญ่ อลังการ ไม่แพ้ The Venetian เลยนะ


เข้าไปถามเค้าว่าต้องขึ้นสายอะไร ชี้ไปโน่นเลยค่ะ
สาย 10 คิวยาวมหาศาล ล้านแปด ยืนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้นรถ


พอได้ขึ้นรถก็ชมวิวข้ามสะพานยาวๆไป ไม่ไกลนะ


ได้ชมวิวเมืองมาเก๊า


จริงๆถ้ามีเวลาหลายวันก็น่าจะมาเที่ยวในเมืองนี้ซัก 2 วันคงจะดีนะคะ


ตึกรูปร่างแปลกตานั้นก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของมาเก๊าอีกแห่ง


แล้วเค้าก็จอดให้ลงป้ายที่ปลายทาง ทุกคนลงหมด แล้วไงล่ะทีนี้
อาศัยความรู้สึกล้วนๆ เพราะ ณ จุดนี้ไม่มีป้ายบอกให้ไปทางไหน
เดินไปทางหน้ารถ ก็เดินตามๆเค้าไป


เจอถนนหลักขวางหน้าก็เลี้ยวซ้าย เหลียวหลังไปเก็บภาพตึกนี้อีกที


ก็เดินตามเค้าไปผ่านไปหนึ่งแยก
ดูจากจำนวนคนมาทางไหนเยอะๆ กะว่าถ้าหลงก็คงถาม แต่เดินไป
คนยิ่งเยอะเลยคิดว่าใช่ แล้วก็เจอค่ะ Senado Square



มี shop ต่างๆ มากมาย เดินไปภายในก็ไม่ได้แวะ Shop ไหนนะ
เน้นเดินถนนหลักแล้วก็เลี้ยวตามป้ายไปหาโบสถ์ เซนต์ปอล กัน


มีพร็อพต้นคริสมาสให้ถ่ายรูปกันสนุกเลย


ระหว่างทางก็ ดูไปเรื่อยถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย
เจอกับโบสถ์นี้ก็เข้าไปดูกันก่อน



แล้วเดินออกไปตามหาประตูโบสถ์เซนต์ ปอล กันต่อใกล้ถึงโบสถ์
เริ่มหิวละ มีร้านหมูแผ่น และขนมให้ชิม


ก็จัดไปซะหายหิว ชิมเกือบทุกร้าน อิอิ  เจอแล้วโบสถ์เซนต์ ปอล สวยดี


เค้าเดินขึ้นไปกันแต่เราไม่เดิน ได้แต่เก็บภาพจนหนำใจ


ดื่มด่ำบรรยากาศจุดนี้เสร็จอาการหิวกำเริบ บวกกับอาการหนาว เห็น Starbucks ใกล้ๆ
เดินเข้าไปซะหน่อย เพื่อนสั่งเครื่องดื่ม นั่งพักเล็กน้อย มีห้องน้ำให้เข้าด้วย หุหุ


แล้วก็เดินกลับออกมาทางเดิม แวะซื้อทาร์ตไข่ที่เล็งไว้ตั้งแต่ตอนขาไป
ทานอุ่นๆ อร่อยดี แก้หิวได้ คนขายทักทายเราเป็นภาษาไทยด้วยแน่ะ


เดินกลับออกไปหน้าถนนทางเข้า แล้วก็เดินกลับไปทางเดิมที่เราลงรถบัส
ไปถึงป้ายมีรถมาจอดรับพอดีเลย นั่งรถกับไปลงที่ Galaxy แล้วก็เดินกลับไป
Venetian เข้าไปเดินเล่นและถ่ายรูปข้างในกัน เดินตามป้ายที่เค้าเรียกว่า
Grand Canal Shopping ประมาณนี้อ่ะค่ะ ก็จะเจอกับ Shop แบรนด์เนมต่างๆ
ซึ่งมีคลองแบบเวนิส มีเรือล่องด้วยแน่ะ เดินถ่ายรูปมุมสวยๆต่างๆ





แหงนหน้ามองเพดานเป็นท้องฟ้า มีดาว เค้าก็ทำให้บรรยากาศโดยรวมมันสวยงามดีค่ะ
เป็น เวนิสในร่มที่น่าหลงใหลมากๆ




เก็บภาพจนพอใจแล้วเราก็ไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ แล้วลากออกไปมองหารถบัส
เดินไปขึ้นตามป้ายที่เขียนว่า Macau Ferry เจอป้ายแล้วก็ต่อคิวขึ้นรถ
รู้สึกว่าจะมีรถบริการทุก 15 นาที นั่งรถประมาณ 15 นาที เราก็มาถึงท่าเรือ
ลงรถบัสลากกระเป๋าเข้าไป เดินตามๆเค้าไป เข้าไปในตัวอาคารท่าเรือได้
ก็มองหาป้าย ขึ้นไปชั้น 2 มีหลายเคาน์เตอร์ เดินมองมาเจอเคาน์เตอร์เรือ
Turbo Jet สีแดง แล้วตรงที่ซื้อติดป้ายว่า Kowloon ก็ไปต่อคิวซื้อเลยค่ะ
ที่นั่งธรรมดา คนละ HKD 147 ได้ตั๋วแล้วเราก็มองหาป้ายทางออกไปลงเรือ


ได้รอบ 15.30 น. ใกล้เวลา 15.00 น. เค้าก็เปิดให้เข้าไปด้านใน
คนทยอยมารอเยอะมาก ประมาณว่าไม่ตรงเวลาเท่าไหร่ ลงเรือได้แล้ว
ก็หาที่นั่งกันเลย เรือใหญ่ นั่งสบาย แต่ลากกระเป๋าไปด้วยก็เยอะนิดนึง


ไปถึงท่าเรือเฟอรี่ที่ฮ่องกงเกือบ 17.00 น. นั่งงีบไปพอได้สดชื่น
ขึ้นจากเรือก็ลากกระเป๋าตามๆเค้าไป เข้าตัวอาคาร ไปผ่านตม.
เป็นเรื่อง เพื่อนโดนเรียก indecision ซักถาม ว่ามากับใคร พักที่ไหน
มีเงินติดตัวเท่าไหร่ กลับวันไหน ก็ตอบเค้าไปพร้อมแสดงเอกสาร
การจองห้องพัก และตั๋วขากลับ เค้าก็เอาไปคีย์อะไรดูอยู่สักพัก
แล้วก็ปล่อยตัวไป  โฮ่ โล่งอก คิดว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องซะแล้ว  cool

เดินทะลุออกไปห้าง China Hong Kong City มั้งถ้าจำไม่ผิด
จะออกไปไงดีงงๆ เลยเดินตามป้ายรถแท็กซี่ ชี้ให้ลงลิฟท์ก็ตามนั้น
ลงมาเป็นชั้นใต้ดิน เดินไปต่อคิวแท็กซี่กับเค้า มีเจ้าหน้าที่จัดคิวอยู่ค่ะ
ไม่ต้องกลัวถูกแซง พอถึงคิว แท็กซี่คันแรกคุยไม่รู้เรื่อง ไม่ไป เจ้าหน้าที่
เดินกลับมาเลยเรียกอธิบายคันต่อไปให้ โดยดูจากเอกสารการจองโรงแรม
agoda ที่ปริ้นท์ไป มีชื่อโรงแรมเป็นภาษาจีนด้วย จริงๆไม่ไกลนะ
แต่เหนื่อยถ้าต้องลากกระเป๋าผ่านฝูงชนย่านถนนช้อปปิ้งไปโรงแรม
ขอเลือกขึ้นแท็กซี่ดีกว่าพาไปเสยหน้าโรงแรมเสร็จสรรพ จ่ายตามมิเตอร์
ทิปไปอีกนิดหน่อย ถึงแล้วจ้า Imperial Hotel เข้าไปเช็คอินกันเลย


จ่ายมัดจำ HKD 500 ได้การ์ดแล้วขึ้นห้องกันเลย ได้อยู่ชั้น 9 เข้าไปดูห้องกันเลย
ห้องก็แคบตามสไตล์ชาวฮ่องกง เฟอร์ก็เก่า พรมอับๆ แต่เตียงนอนสบายนะ
ห้องน้ำก็เก่าอ่ะ สรุปค่อนข้างแพงแต่ห้องเก่า ไม่มีอินเตอร์เน็ตฟรีในห้อง
แต่มีที่ล็อบบี้



ดีอย่างเดียวคือทำเลตรงข้ามเป็น MTR และเยื้องไปหน่อยข้างห้าง
iSquare เป็นป้ายรถบัสต้นสาย A21 ไปลงสนามบินขากลับสะดวก
ก็โอเคน่ะ แต่ติดๆกันที่เล็งไว้เผื่อมารอบหน้าก็มี Holiday Inn น่าจะ work
เก็บของ ชาร์ตแบต พักผ่อนนิดหน่อย ออกไปเดินเล่นกันเลย

ออกจากหน้าโรงแรมเลี้ยวซ้าย เจอห้างโซโก้ เดินเข้าไป ตามป้าย
Avenue of Star ไปเลยจ้า โผล่ขึ้นไปบนถนนอีกฝั่ง ก็เดินตามป้าย
ไปจนเจอ Avenue of Star ถ่ายรูปกันเลย


มองหาป้ายชื่อดาราดังในใจ (รู้จักอยู่ไม่กี่คน หุหุ สรุปป้ายที่เจอไม่รู้จักอ่ะ)


เสร็จแล้วก็ชมวิวสวยงามในอากาศหนาวๆ


ซื้อปลาหมึกบดร้อนๆแก้หนาวสักตัว อร่อยดี


เดินกลับไปทางด้านหลังพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แล้วข้ามถนนไปที่
Heritage 1881 กันค่ะ หน้าโรงแรมสุดหรู ตกแต่งธีม คริสมาส อลังการ
ใครๆก็ไปเก็บภาพบรรยากาศสวยๆกัน อากาศหนาวเลยล่ะ ลมแรงพอสมควร



จากจุดนี้ยังไม่ถึงเวลา Symphony of Light เลยเดินเลาะมาอีกข้างของถนน Canton Road
หาอะไรกินก่อน เดินไปเรื่อยเห็นป้ายร้านอาหารอยู่ใต้ดินสีส้มลงไปเลย หิวมากแล้วสั่งเลย
เหมือนข้าวหม้อดิน ด้านบนเป็นหมูแดง กินกับผัก กินไปเป่าไปร้อนดี ความอร่อยพอได้ 


อิ่มแล้วเดินกลับมาที่ถนน Canton Road กลับมาจุดเดิมข้ามถนนไปเดินไปตรงรถบัสเยอะๆ
เป็นทางไปทะลุห้าง Harbour City สวยงามมากค่ะ หยุดอยู่ตรงนี้ครึ่งชั่วโมงจริงๆ
ถ่ายรูปเล่นกับธีมคริสมาสที่ทางห้างเค้าจัดเต็มมาเป็นการ์ตูนดีสนีย์ ทุกเพศทุกวัยชอบค่ะ







เสร็จแล้วได้เวลาเดินกลับไปที่หอนาฬิกา ชม Symphony of Light กันค่ะ


20.00 น. เป๊ะ การแสดงแสงสีเสียงของตึกฮ่องกงที่ทุกคนชื่นชอบเวลา
ประมาณ 10 นาที




เสร็จเราก็เดินไปที่ทางเชื่อมเข้าห้าง Harbour City
เดินเล่นอยู่สักพักละลานตาไปหมด Sale กันทุก Shop
ทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ จนสามทุ่มกว่าเดินออกมา
แต่ LV ไม่เคย Sale นะจ๊ะ ต่อคิวหน้าร้านอย่างกับแจกฟรีอีกตะหาก


ข้ามถนนไป H&M กันต่อ ใครจะอดใจได้ ในเมื่อมีของมา
Sale 50-70 เหรียญ ทั้งเสื้อ กระโปรง และกางเกง จัดไปค่ะ
จนสี่ทุ่มกว่าหมดแรงออกมา devil

แล้วเดินไปตามถนน Haipong Road ไปโผล่ถนนนาธาน
ชวนเพื่อนไปหาที่นั่งเล่น wifi และกินพิซซ่ายักษ์ก่อนนอนกันที่ร้าน
Paisano's Pizza ถนน Grandville Road จัดไปขนาดยักษ์ 24 นิ้ว
1 ชิ้น  อยากกินหน้าอื่นแต่หมด เลยต้องกินฮาวายเอี้ยนอีกแล้ว
อิ่มแล้วก็เกือบ 23.20 น. เค้าก็เริ่มงดรับ order ทยอยเก็บโต๊ะแล้ว
เลยกลับห้องนอนดีกว่า



Day 2
ตื่นแล้วแต่งตัวสวยออกเดินทางด้วย MTR จิมซาจุ่ย
ไปลงสถานี Central เดินไปออก Exit J2 โผล่ขึ้นไป
เจอสวนสาธารณะขวามือเดินเข้าไปทะลุถนน
ตามคนเค้าไปก็จะเจอป้ายบอกทาง Peak Tram
แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยค่ะจนเจอโรงแรม Landmark
ก็จะเจอที่ซื้อตั๋ว Peak Tram เลยค่ะ
มาแต่เช้าคนไม่เยอะสบายๆ ไม่ต้องรอคิว แตะบัตร
Octopus แล้วเข้าไปยืนรอรถรางได้เลย (ไปกลับประมาณ HKD 40) 
รถรางมาแว้ววว ขึ้นไปนั่งแบบเลือกที่ได้เลยค่ะ



อากาศยามเช้าสดชื่นดีจริง ขึ้นไปถึง The Peak 9 โมงกว่า เค้ายังไม่เปิดให้ขึ้นจุดชมวิว
พอดีแหละ เดินออกมาชมวิวด้านนอกถ่ายรูปเล่น



แล้วก็หาอะไรกินที่ร้านนี้เลย Tsui Wah เห็นมีหลายสาขาอยู่นะ
เข้ามานั่งอุ่นดี สั่งชุดอาหารเช้า เป็นบะหมี่กุ้งเด้งๆ ถูกใจแต่จืดไปนิด
ก็พยายามปรุงตามประสาลิ้นคนไทย ของเพื่อนเป็นเส้นหมี่หมู
อิ่มแล้วก็เดินกลับขึ้นไปใหม่


ใกล้ 10.00 น. เปิดพอดี แตะบัตร Octopus อีกที หักไปอีก
HKD 40 ขึ้นไปชมวิวที่ The Sky Terrace 428 Overview
กันเลย สูงจากระดับน้ำทะเล 428 เมตร และสามารถชมวิว
ฮ่องกงได้ 360 องศากันเลยทีเดียว ดื่มด่ำกับวิวฮ่องกงสวยๆยามเช้า
แบบนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้วิวยามค่ำคืนเลยค่ะ



ถ่ายรูปจนหนำใจแล้วก็ลงค่ะ เพราะหนาวมาก ลมก็แรง ลงมาขึ้นรถรางกลับไปด้านล่าง
แล้วเดินกลับไป MTR เพื่อเดินทะลุไปขึ้นสายที่ไป DisneyLand กันค่ะ
แล้วลงที่สถานี Sunny Bay แล้วต่อรถไฟสาย DisneyLand อันแสนมีเส่นห์เฉพาะตัว
แบบนี้ ทั้งที่จับ เบาะนั่ง หน้าต่าง สังเกตให้ดี ใครไปก็ชอบเก็บภาพกันค่ะ


ถึงแล้ว DisneyLand ที่นี่เป็นสวรรค์ของทุกเพศทุกวัยจริงๆค่ะ
ซื้อตั๋วกันเลย คนละ HKD 450 เล่นได้ทุกอย่าง มาแต่หัววัน 11 โมง


ครั้งนี้เป็นการมาเที่ยว Disney Land Hong Kong ครั้งที่ 2
เคยมาตอนปี 2551 แล้วแต่ก็ยังตื่นตาตื่นใจชอบมากค่ะ ถ่ายรูปเล่นไป



เมืองแห่งความสุขของทุกคน



เดินร้านขายของที่ระลึก


เล่นอะไรซักหน่อยมั้ยเรา ม้าหมุนคิวยาวเชียว มาทางด้านซ้ายมีที่ให้ชมหนังสามมิติ
เหมือนโรงหนัง กำลังเปิดเลยเดินไปต่อคิวประมาณ 15 นาที เข้าไปดูประมาณ 10 นาทีได้
ก็น่ารักดีค่ะ ใส่แว่นสามมิติดู มีการ์ตูนประมาณ 3 เรื่อง


เสร็จแล้วออกมาเดินไปทางโซนเปิดใหม่ มีตัวการ์ตูนพวก Toy Story


เลยไปต่อคิวเล่นรถไฟเจ้าตูบหูยาว ต่อคิวก็ประมาณ 10 นาที ก็พอสนุก
ไม่ต้องหวาดเสียวมากอ่ะ ตามอายุค่ะ



แล้วก็เดินกลับไปทางเก่า ออกไปเจอม้าหมุน เจอเครื่องเล่นเป็นถ้วยหมุนนี้คนน้อยหน่อย
ได้ขึ้นเลย ก็สนุกดี เสร็จบ่ายกว่าทานข้าวกัน อาหารในนี้ค่อนข้างแพงนะคะ
ไม่ถูกปากเท่าไหร่ด้วย กินกันตาย


เสร็จแล้วก็เดินไปที่ Small World เดินเข้าไปเลย ปราสาทสีพาสเทลน่ารัก


รอคิวไม่นานเพราะเรือเค้าเยอะ แล้วก็ได้ลงเรือพานั่งไปมีตัวการ์ตูน Theme ต่างๆ
ซ้ายขวา ร้องเพลงตลอด น่ารักดีค่ะ เด็กน่าจะชอบ ผู้ใหญ่ยังชอบเลย ได้นั่งพักด้วย



เสร็จแล้วเดินต่อไปโซน Tomorrow world ฟ้าไม่แจ่มใสเลย มีฝนปรอยเป็นพักๆด้วย
คนเยอะจริงๆ ยิ่งเย็นคนยิ่งมาเพราะหลายคนคงตั้งใจมาดูขบวนพาเหรดกัน


เดินผ่านโซนนี้ไปก็เดินออก แวะซื้อเครื่องดื่มกันซักหน่อย มีวาฟเฟิลหน้ามิกกี้เม้าส์ด้วย
อันละเกือบสามร้อยบาท อยากกินนะ แต่ดูแล้วคิวยาวจัง


แล้วก็ถึงทางออก


เดินขึ้นไปนั่งรถไฟซัก 1 รอบ ชมวิวให้ทั่วก่อนออกไป



แล้วเราก็ออกไปขึ้น MTR ไปลงสถานี Tung chung เพื่อ Shopping ที่ Citygates Outlet
อะไรจะสุขเท่ากับการ Shopping กับทุกร้านที่มีป้าย Sale ใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบ 4 ชม.
ก็ยังน้อยไปแต่ต้องกลับละเงินหมด



ไม่ลืมลงไป Supermarket รอบนี้มีเชอร์รี่ จัดไปค่ะ


เดินทางกลับด้วย MTR พอถึงจุดเชื่อมสถานี Hong Kong ก็ต้องแวะ IFC mall สักหน่อย
ไปซื้อ Garrett Popcorn ไปกินก่อนนอนกับเชอร์รี่ หุหุ


ซื้อเสร็จแล้วกลับลงมา MTR เดินไปขึ้นสายสีแดง ไปลงสถานี Jordan ออกทางออก D
เจอโรงแรม Prudential hotel เดินไปซอยด้านหลังโรงแรมมีร้านน่ากินหลายร้าน
ติดใจรสแซ่บของร้าน Spicy Mama ค่ะ จัดไป เต้าหู้ผัดหมูสับเผ็ดกลาง(เผ็ดจริงๆนะ)
กับถั่วผัดหมูสับ มาทานกับข้าวร้อนๆ แซ่บสุดฤทธิ์ สั่งซาลาเปามาแก้เผ็ด ว้าว
ที่นี่ก็มีซาลาเปาไส้ไหล อร่อยใช้ได้เลย ราคาใกล้เคียง Chefman บ้านเราด้วย
อิ่มแปล้


เดินออกจากร้านสองทุ่มกว่า แวะ Shopping ไปเรื่อย ที่ Mirama Shopping Mall แล้วก็เดินกลับห้องพัก



Day 3
เดินออกจากโรงแรมตอน 9 โมง ตามลายแทงเดิมไปหาร้าน Tao Heung
ที่ Carnarvon Plaza ถนน Carnarvon Road มั่นใจมาก เดินขึ้นไป อ๊ะ แปลกๆ
แต่ก็เป็นร้านติ่มซำนะ แต่ตกแต่งไม่เหมือนเดิมเลย หน้าร้านกลายเป็นชื่อ Roast Pot
แล้วก็มีรูปภาพดาราเยอะเลย ประมาณว่าเจ้าของร้านคือคนในวงการบันเทิงฮ่องกงหัวกลมๆ
ใส่แว่นคนนี้อ่ะ 


ถามพนักงานบอกว่าร้าน Tao Heung ปิดไปแล้ว อ่ะ กินก็กิน หิวแล้วด้วย


ลองสั่งมาเป็นเหมือนฮะเก๋ากุ้งไส้ผักทอด ก็อร่อยนะแต่น้ำจิ้มเป็นครีมสลัดเลยเลี่ยนอ่ะ
สั่งอีกเอาแบบฮะเก๋ากุ้ง กับไส้ผักแบบนึ่งมา ก็โอเคนะ ยังไม่อิ่ม
เอาเกี๊ยวใส่ซอสพริกเผามาอีกจาน ก็โอเคอ่ะ โดยรวมพอพึ่งได้ แก้หิวได้ค่ะ
แต่ไม่ได้อร่อยเหาะ 


อิ่มแล้ว 10 โมง ห้างเปิด เดินไปห้าง K11 ก่อนเลย


เผลอแป๊บเดียวอ่ะใกล้เที่ยงแล้วเดินกลับโรงแรมไปเก็บกระเป๋าลงมาเช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าไว้
เค้าคิดค่าฝากด้วย 5 เหรียญ ก็โอเคน่ะ  แล้วก็เดินไป H&M ที่ถนน Canton Road อีกรอบไปจัดมาเพิ่มอีก


แล้วก็เดินข้ามไปเดินห้าง Harbour City เพราะวันแรกก็เดินไม่ทั่วนะ เค้าจัดนิทรรศการ
มีเปียโนวาง ทางเดินมีกล่องเป็นบ้าน แบรนด์เนมต่างๆ เก็บบรรยากาศไปเรื่อย



ร้าน Pierre Herme ก็มีนะ ถ้าจำไม่ผิดอยู่ชั้น 3


เดินไปเดินมาเกือบบ่ายสอง หิว เดินมาเจอโซน Food Center คนเยอะมาก
ไม่ไหว มองขึ้นไปตรงบันไดเลื่อน เป็นภัตตาคารจีน เอาเลย อยากกิน
เดินเข้าไปเลย Super Star Seafood Restaurant รับบัตรคิวค่ะ
ร้านใหญ่นะ รอไม่นาน ก็ได้นั่ง ตรงจุดนั่งรอ มีของขายเยอะ


ก็ได้ปลากรอบตัวเล็กๆ หลากรสของร้านซื้อกลับมาเป็นของฝากด้วย นั่งโต๊ะแล้วเค้าก็มาเสิร์ฟให้ชิมด้วย
ชอบๆ สั่งเลย หมูแดงนุ่ม รสชาติเข้มข้น ซอสฉ่ำ แต่ออกแนวหวานนำไปนิด 
เสี่ยวหลงเปาอร่อยมาก  และมะเขือม่วงผัดใส่หมูสับก็อร่อยสุดยอดค่ะ




อิ่มแล้วเดินต่ออีกนิด แล้วก็เดินกลับไป Shopping ใกล้ที่พัก
ไปเดินห้าง iSquare มี Shop ของ MANGO และ Marks&Spencer อยู่ จัดไป 


เสร็จแล้วก็ข้ามฝั่งมาเดินร้าน Sasa ก่อนถึงที่พัก เก็บตกของฝาก
และเครื่องสำอางมากมาย


5 โมงเย็นแล้วไปรับกระเป๋าที่โรงแรมแล้วลากมาที่ป้ายรถเมล์ข้าง iSquare ต่อคิวให้ตรงป้าย รถสาย A21
แป๊บเดียวก็มาค่ะ ขึ้นรถแตะบัตร Octopus สบายๆ ขึ้นรถแล้วก็นั่งชมวิว นั่งงีบ ประมาณเกือบ 1 ทุ่ม
ก็ถึงสนามบิน ลากกระเป๋าเข้าไป Terminal 1  เอาเงินที่เหลือในบัตร Octopus คืน ขึ้นไปมองกระดาน
โอ้ววว แอร์เอเชีย ให้ไปเช็คอิน Terminal 2 ก็ค่อยๆเดินไป ไม่ดูเวลา พอต้องเดินไปพร้อมกับเข็ญรถใส่กระเป๋า
รู้สึกว่าไกลอ่ะ เข้าสู่ Terminal 2 ก็ต้องขึ้นไปชั้น 2 อีก เจอเคาน์เตอร์แล้ว ต่อคิว โหลดกระเป๋าเสร็จ
พนักงานสาวแจ้งว่า ต้องกลับไปขึ้นเครื่องที่ Gate อันไกลโพ้น โดยต้องกลับไปที่ Terminal 1 ให้รีบไปเดี๋ยวนี้
โอ้วววว เราว่าเราเผื่อเวลาแล้วนะ ตามนั้นทำไงได้เรามันผู้โดยสาร Low Cost ไม่น่าทำกันเลย angry
เดินอย่างรวดเร็วกลับไป Terminal 1 กลับไปกลับมา ไกลอ่ะ แล้วก็ผ่าน ตม. แล้วเดินตามป้ายลงไป Gate 505
คือว่ามันต้องลงไปชั้นล่าง แล้วนั่งรถบัสไปอีก เฮ้อ ปาดเหงื่อ


คิดว่าจะได้เดิน Shopping เฉิดฉาย สบายๆ เปล่าเลย ขึ้นรถบัสไปอีก ไกลจริงๆ
ถึง Gate เหลือเวลาอีกแค่ 10 นาที แล้วที่ Gate โซนนี้ร้านขายของก็ไม่ค่อยมีซะด้วย
เซ็งเลย ไปนั่งรอขึ้นเครื่องกิน Garrett Popcorn แก้หิวดีกว่า พอขึ้นเครื่องได้ก็สั่งเลย
มาม่าต้มยำ คิดถึงบ้านและหิวจัด อิ่มเรียบร้อยหลับ ถึงดอนเมืองเกือบ 5 ทุ่ม 

ก็ถือว่าเป็นทริปที่สนุกสนานกับการเดินทางและการ Shopping อีกตามเคย
ไปเที่ยวช่วงก่อนคริสมาสก็ดีนะคะมีพร็อพให้ถ่ายรูปเยอะ ของ Sale ก็เยอะใช้ได้เลยค่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายenlightened
ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ พร้อมเพิ่มน้ำหนักกระเป๋าขากลับ 20 ก.ก. รวมแล้วคนละ 6,200 บาท
ค่าโรงแรม คืนละ 6,000 บาท แลกเงินไป 8,000 บาท รอบนี้หมดเกลี้ยง รูดบัตรไปอีกนิดหน่อย

จบแล้วค่ะ ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม และหวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่านนะคะ
heart
********************************************************************************************
 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com