20 romantic cities around the world

Last updated: 2021-06-08  |  113 จำนวนผู้เข้าชม  | 

20 romantic cities around the world

สุดยอดสถานที่แห่งความโรแมนติกของโลก มีเกือบทั่วทุกมุมโลก โดยมีทวีปยุโรปขึ้นแท่นอันดับ 1
ด้วยบรรยากาศเมืองหนาวที่แสนจะเป็นใจ

สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แสนงดงาม ราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝัน ส่วนทวีปอื่นๆ ทั้งอเมริกา แอฟริกา เอเซีย หรือตะวันออกกลางก็มีเมืองสวยๆ ให้แทบหยุดหายใจเมื่อได้เห็น “20 ที่เที่ยวเมืองทั่วโลก บรรยากาศโรแมนติก” มีที่ไหนบ้างไปดูกัน เพราะ Traveloka แอพลิเคชั่นจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ได้คัดเลือกมาให้แล้ว หลังจากดูลิสต์เรียบร้อยแล้ว อยากจะจองตั๋วเครื่องบิน ก็กดเข้าไปเลือกจองได้เลย  >> https://www.traveloka.com/th-th/flight


 
1. เวนิส (Venice) อิตาลี (Italy)
เวนิสเมืองกลุ่มเกาะอันแสนโรแมนติก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยมีคลองมากที่สุดในโลก และสะพานเชื่อมเกาะต่างๆ มากกว่า 400 แห่ง เรือกอนโดลา คือ สัญญลักษณ์สำคัญที่สุดของที่นี่ และยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นอีกหลายแห่ง เช่น “โบสถ์ทอง” หรือ มหาวิหารซานมาร์โค  (San Marco Catholic Church) และ “ซานตามาเรียเดลลาซาลูเต” (Santa Maria Della Salute) โบสถ์สไตล์บาโรกอันงดงาม และจัตุรัสซานมาร์โก (Piazza San Marco) ที่เป็นศูนย์กลางของเมือง และที่ไม่ควรพลาดคือ “พระราชวังดอจ” (Palazzo Ducale) ที่มีคุกขังนักโทษอยู่ชั้นใต้ดิน จุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือ สะพานรีอัลโต (Rialto Bridge) สะพานเก่าแก่และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส 

 

2. โรม (Rome)  อิตาลี (Italy)
กรุงโรม มีชื่อเรียกภาษาอิตาลีว่า “โรมา” เอกลักษณ์ของเมืองที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์คือ กลิ่นอายประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น มีแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดคือ “สนามกีฬาคอลอสเซียม” (Colosseum Stadium) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ในขณะที่สถานที่เที่ยวอื่นๆ ที่ต้องไปเยือนอย่างเช่น มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) จัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona) ปราสาทซันตันเจโล (Castel Sant'Angelo) วิหารแพนธิออน (Pantheon) น้ำพุเทรวี  (Trevi Fountain) พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) และ ย่านตราสเตเวเร (Trastevere) ย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ของชาวยุคกลาง นอกจากนี้กรุงโรมยังเป็นที่ประทับขององค์พระสันตปาปา พระประมุขแห่งคริสตนจักรด้วย

 

3. ปารีส (Paris) ฝรั่งเศส (France)
ปารีสเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ทั้งความเก่าแก่โรแมนติกและทันสมัยคละเคล้ากันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม จะได้เห็นทั้งบรรยากาศเงียบสงบและครึกครื้น จุดน่าสนใจนอกเหนือจาก “หอไอเฟล” (Eiffel Tower) แล้ว ยังมีสถานที่น่าประทับใจอีกเช่น ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de triomphe) วิหารนอร์ทเทอดาม (Notre Dame Cathedral) พระราชวังแวร์ซาย (Palace of Versailles) มหาวิหารซาเครเกอร์ (The Basilica of the Sacre Coeur) พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre museum) พิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Orsay Museum) โรงอุปรากรปาแลการ์นีเย (Opera Garnier) และ“ช็องเซลีเซ”  (Champs Elysees) ถนนสายช้อปปิ้งช่ื่อดังที่สายช้อปปิ้งห้ามพลาด

 

4.ซานโตรินี (Santorini) กรีซ (Greece)
ซานโตรินีได้ชื่อว่า “เกาะสวรรค์แห่งทะเลอีเจียน” ด้วยมีวิวสวยแปลกตาที่มีผลจากภูเขาไฟที่เคยระเบิดในอดีต มีเอกลักษณ์อยู่ที่บ้านเรือนโทนสีพาสเทล สร้างลดหลั่นบนเนินผา มองเห็นวิวทะเลสวยเบื้องหน้า ที่นี่มีสถานที่่ท่องเที่ยวหลายแห่งทั้งโดยธรรมชาติและมนุษย์สร้าง เช่น

หมู่บ้านมีสถาปัตยกรรมแบบคาสโตร หลังคาทรงโค้งสีฟ้าสดใสที่ชื่อว่า หมู่บ้านโบราณเอีย (Oia) เมืองโบราณธีรา (Ancient Thira) ซากเมืองโบราณอโครทิรี (Akrotiri Archaeological Site) แอ่งภูเขาไฟซานโตรินี (Santorini Caldera) ชายหาดสีดำ “คามาริ” (Kamari Beach) “เกาะเนคาเมนี”  (Nea Kameni) ซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ และอ่าวอัมโมดี (Ammoudi Bay ) ซึ่งเป็นจุดเล่นน้ำยอดนิยม

 

5. บูดาเปสต์ (Budapest) ฮังการี (Hungary)
บูดาเปสต์ เมืองหลวงเปี่ยมมนต์ขลังที่สุดของยุโรป เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปเป็นเมือง 2 เมืองคือ เมืองบูดา และเมืองเปสต์ที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำดานูบ (Danube River) มีสะพานเชนเซเชนยี  (Szechenyi Chain Bridge) สุดสวยงามเชื่อมทั้งสองฝั่ง ซึ่งทั้งยังมองเห็นความอลังการของอาคารรัฐสภาฮังการี (Hungarian Parliament Building) รัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วย จุดท่องเที่ยวสำคัญต่่างๆ ได้แก่ ปราสาทบูดา (Buda Castle) จัตุรัสวีรชน (Hero Square) จัตุรัสโรซีเวียต (Roosevelt Square) ป้อมชาวประมง (Fisherman’s Bastion) โบสถ์เเมตเทียส (Matthias Church) และ เกลเลิร์ตฮิลล์ (Gellert Hill) และจุดชมวิวบูดาเปสต์ทั้งสองฝั่งได้อย่างเต็มตา

 

6.ปราก (Prague) สาธาณรัฐเชก (Czech Republic)

 
“มงกุฎแห่งยุโรป” เป็นฉายาของกรุงปราก หรือ “ปราฮา” เมืองหลวงของเช็ก ที่ยังคงมีปราสาทโบราณและโบสถ์เก่าแก่อยู่มากมาย มีสะพานสวย สถาปัตยกรรมยังคงสมบูรณ์สวยงาม อบอวลด้วยบรรยากาศแสนโรแมนติก นอกจากแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง “ปราสาทปราก” (Prague Castle) แล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดอย่างเช่น ซุ้มประตูเมือง (Powder Tower) สะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge) จัตุรัสเวนเซสลาส (Wenceslas Square ) และหอคอยศาลากลาง (Old Town Hall)  นาฬิกาดาราศาสตร์  (Astronomical Clock) ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เก่าแก่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1410 และ กำแพงจอห์นเลนนอน (John Lennon Wall) กำแพงศิลปะกราฟฟิตี้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักดนตรีในตำนานผู้ล่วงลับ

 

7. คัปปาโดเกีย (Cappadocia) ตุรกี (Turkey)
“คัปปาโดเกีย” หรือ “คัปปาโดเชีย” มีความหมายว่า “ดินแดนแห่งอาชาสง่างาม”  (Land of Beautiful Horses) เมืองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี ที่นี่เต็มไปด้วยงดงามและน่าอัศจรรย์ของหินหุบเขาร่องลึก เนินเขา กรวยหิน และเสาหินรูปทรงประหลาดมากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า” (Land of Fairy Chimneys) สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม (Goreme Open Air Museum) หุบเขาพาซาแบค (Pasabag) นครใต้ดินไคมัคลึ  (Underground City of Kaymakli) หุบเขานกพิราบ (Pigeon Valley)  และปราสาทหินยูชิซาร์ (Uchisar Castle) กิจกรรมห้ามพลาดคือ ขึ้นบอลลูนลูกยักษ์ชมวิวสุดแสนอลังการ

 

8. ควิเบก (Quebec) แคนาดา (Canada)

 เมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากมอนทรีออล (Montreal) เป็นเมืองมรดกโลกที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ เมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ  โดยเฉพาะ “ย่านเมืองเก่า” (Old Quebec) ที่ยังคงเหลือร่องรอยประวัติศาสตร์เก่าแก่ด้วยกำแพงหิน ที่สร้างโดยกองทัพทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษในอดีต ทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (Saint Lawrence River) เป็นความโดดเด่นที่น่าประทับใจ นอกจากนั้นยังมีสถานที่น่าเที่ยวอีกหลายแห่ง ได้แก่ โบสถ์นอทเทอร์ดามเดวิกตัวร์ (Church Notre Dame des Victoires) จัตุรัสปลาซรอยัล  (Place Royale) อาคารรัฐสภาแห่งควิเบก (Parliament Hill of Québec) มุมที่สวยที่สุดที่ขึ้นชื่อของเมืองคือ “ดัฟเฟรินเทอร์เรซ” (Dufferin Terrace) และทางเดินริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นฉากใน “Goblin” ซีรีส์ดังเกาหลี


9. อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
อัมสเตอร์ดัม เป็นเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองแห่งคลองมีคลองมากกว่า 165 สาย จนได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพอันงดงาม รวมทั้งตึกรามบ้านช่องและสถาปัตยกรรมต่างๆยังคงเป็นศิลปะโบราณแบบสเปนผสมเรอเนอซองส์ สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ ได้แก่  พระราชวังหลวง (Royal Palace) จัตุรัสแดมสแควร์ (Dam Square) พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ (Van Gogh Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งอัมสเตอร์ดัม (Rijksmuseum) ย่านโคมแดง (Red Light District) และหมู่บ้านกังหันซานส์สคานส์ (Zaanse Schans) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเนเธอร์แลนด์ นอกจากกังหันลมโบราณอันเลื่องชื่อ ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตรองเท้าไม้ ของฝากขึ้นชื่อของเนเธอร์แลนด์


10. มาราเกช (Marrakech) โมรอกโค (Morocco)
“มาราเกช” เมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยอาคารบ้านเรือนที่ฉาบด้วยปูนสีสดใส จนได้ชื่อว่า “Pink City” หรือ “เมืองสีชมพู” มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น พระราชวังบาเฮีย (Bahia) มัสยิดคูตูเบีย (Koutoubia Mosque) มัสยิดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในมาราเกชสุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) จัตุรัสจามาเอลฟานา (Djemaa El Fna Square) ที่ีบริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยตลาด ย่านเมืองเก่าเมดินา (Medina) หรือ “ชุก” (Souk) และ สวนเมนารา (Menara Garden) ตัวอาคารที่งดงามและเทือกเขาแอตลาสเป็นฉากหลัง ที่กลายเป็นสวนต้นแบบที่ราชวงศ์โมรอคโคนิยมกันในเวลาต่อมา


11. มัลดีฟส์ (Maldives) สาธารณรัฐมัลดีฟ (Republic of Maldives)
มัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะสุดสวยงามแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียและศรีลังกา ในบรรดาเกาะหินปะการังน้อยใหญ่กว่า 1,000 เกาะ มี “หมู่เกาะคาฟุ” เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ส่วนเกาะมาเล่ (Male island) เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ชื่อเดียวกับเกาะ ซึ่งมีที่เที่ยวน่าแวะชมอย่างเช่น มัสยิดกลาง (Grand Friday Mosque) มัสยิดฮุกูรูมิสกี (Hukuru Miskiy Mosque)  พระราชวังมูลีอาเก (Mulee Aage Palace) ตลาดปลามาเล (Male Fish Market) และอนุสาวรีย์สึนามิ (Tsunami Monument)  ซึ่งมัลดีฟส์ก็ได้รับความเสียหายจากสึนามิด้วย


12. ซาลซ์บูร์ก (Salzburg) ออสเตรีย (Austria)
เมืองมรดกโลกสุดโรแมนติกบนเทือกเขาแอลป์ (Alps) มีแม่น้ำซาลส์ซักค์ (Salzach) สีเขียวมรกตสวยงามไหลผ่านกลางเมือง และยังมีป้อมโฮเฮนซาลส์บูร์ก (Festung Hohensalzburg) โดดเด่นบนเขาใจกลางเมือง นอกจากนี้ยังเป็นเมืองบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลก “วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท” (Wolfgang Amadeus Mozart) มีสถานที่น่าเที่ยวชมอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์โมสาร์ทเกเบิร์ตสเฮาส์ (Mozart Geburtshaus) บ้านเกิดของโมสาร์ท และพิพิธภัณฑ์โมสาร์ทโวนเฮาส์ (Mozart Residence) บ้านอีกหลังของโมสาร์ท มหาวิหารแห่งเมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg Cathedral) และ สวนมิราเบลล์ (Mirabell Garden) หนึ่งในฉากคลาสสิกของภาพยนตร์ The Sound Of Music

 
13. ฮัลล์ทัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย (Austria)
“ไข่มุกแห่งออสเตรีย” เป็นฉายาของ “ฮัลล์ทัทท์” เมืองมรดกโลกริมทะเลสาบสวยที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบฮัลล์ทัทท์ (Lake Hallstatt) ในเขตซัลทซ์คัมเมอร์กูท (Salzkammergut) เป็นหนึ่งในสถานที่พักตากอากาศที่ดีที่สุดในออสเตรีย มีทะเลสาบถึง 76 แห่ง   จุดท่องเที่ยวสำคัญอยู่ที่ “ถนนซีสตราซ” (See Strasse) ถนนเลียบทะเลสาบที่มีร้านขายของฝากให้แวะช้อปกลับบ้านตลอดเส้นทาง ช่วงปลายถนนมีจัตุรัสประจำเมือง และเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว อีกหนึ่งจุดไฮไลต์คือ “โบน์เฮาส์” (Bone House) โบสถ์บนยอดเขา ซึ่งเป็นที่เก็บหัวกะโหลกมากกว่า 1,200 กะโหลกของคนที่เคยอยู่ที่นี่ จะมีชื่อเจ้าของเขียนอยู่ที่กระโหลกด้วย 


14. มอนติคาร์โล (Monte Carlo) โมนาโก (Monaco)
เมืองเล็กๆ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่สุดแสนโรแมนติกมากแห่งหนึ่ง ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก  มีสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นอย่างเช่น “คาสิโนมอนติคาร์โล” (Casino Monte Carlo) ที่สุดหรูหราอลังการ และเก่าแก่ที่สุดในโลก  “สนามแข่งฟอร์มูลาวันมอนติคาร์โล” (Monaco F1 Grand Prix Circuit) 1 ใน 18 สนามแข่งขันรถ F1 มาตราฐาน ที่มีความงดงามและยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลก, คาสิโนสแควร์ (Casino Square) มหาวิหารแห่งโมนาโก (Monaco Cathedral)  โรงละครโอเปราซาลการ์นีเยร์ (Salle Garnier Opera House) และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Oceanographic Museum) พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์และสัตว์น้ำที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก 


15. โปซิตาโน (Positano) อิตาลี (Italy)

 
โปซิตาโน (Positano) เมืองๆ เล็กบนชายฝั่งอามัลฟี (Amalfi Coast) ทางตอนใต้ของคาบสมุทรซอร์เรนตีเนของอิตาลี (Sorrentine Peninsula) ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีชายฝั่งที่สวยที่สุดในยุโรป จุดเด่นของเมืองชายฝั่งขนาดเพียง 8 ตารางกิโลเมตร คือบ้านเรือนสีพาสเทลตั้งเรียงรายสูงต่ำตามระดับบนหน้าผา ที่ใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง Positano มีโบสถ์ซานตามาเรีย (Santa Maria Church) เป็นศาสนสถานสำคัญของเมือง อันมียอดโดมที่ทำจากกระเบื้องเคลือบสีเหลือง สีเขียว และสีน้ำเงิน และมีรูปปั้นแม่พระฉวีดำ (Black Madonna) ยุคไบเซนไทน์ ส่วนที่จัตุรัสหน้ามหาวิหาร มีหอระฆังที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18  ด้านใต้โบสถ์มีบ้านโรมันโบราณบรรยากาศสุดคลาสิกให้ได้ถ่ายรูปแบบรัวๆ


16. บรูจจ์ (Brugge) เบลเยียม (Belgium)
“เวนิสเหนือ” เป็นฉายาของเมืองมรดกโลกแห่งนี้ เพราะมีคลองน้ำล้อมรอบเมืองถึง 2 ชั้น และมีลำน้ำหลายสาย ให้ชาวเมืองได้ใช้สัญจร บรรยากาศของเมืองเงียบสงบสบายๆ มีจุดน่าสนใจ เช่น  “มาร์เก็ตสแควร์” (Market Square)

จัตุรัสใจกลางเมือง ที่ตึกโบราณสถาปัตยกรรมแบบเฟลมมิชและเรเนซองส์สีสันสวยงามตั้งเรียงราย ศาลาว่าการเมืองบรูกส์ (Brugels Town Hall)  ,หอระฆัง (Belfry of Bruges) ที่มีจุดชมวิวแบบ 360 องศาอยู่ด้านบน อีกหนึ่งความพิเศษคือ “เบียร์และช็อกโกแลต” ซึ่งจะมีร้านจำหน่ายช็อคโกแล็ตและเบียร์ให้ช้อปเพลินๆ นับร้อยร้านเลยทีเดียว
 

17. เคปทาวน์ (Cape Town) แอฟริกาใต้ (South Africa)
เมืองใหญ่อันดับ 3 ของแอฟริกาใต้ ตั้งอยู่ในเขตเวสเทิร์นเคป (Western Cape) และเป็นเมืองเก่าแก่ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ในจุดหมายปลายทางที่น่าไปเยือนมากที่สุดในโลก มีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นอย่าง “ภูเขารูปโต๊ะ” (Table Mountain) เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ  และยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น  แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) หาดโบลเดอร์ส (Boulders Beach) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (Zeitz Museum of Contemporary Art Africa) สวนสาธารณะและสวนนิเวศน์กรีนพอยนท์ (Greenpoint Park and Biodiversity Garden) รวมถึงเกาะร็อบเบน (Robben Island) และเกาะแมวน้ำ (Seal Island) อันโด่งดังไปทั่วโลก

 
18. พิราน (Piran) สโลเวเนีย (Slovenia)
เมืองตากอากาศริมทะเลเอเดรียติก (Adriatic Sea) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสโลเวเนีย  มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามราวกับเมืองในภาพวาด มีสถานที่ท่องเที่ยวงดงามด้วยสถาปัตยกรรมล้ำค่าหลายแห่ง เช่น มหาวิหารเซนต์จอร์จ (Cathedral of St George) จัตุรัสตาร์ตินี (Tartini Square) ที่มีรูปปั้นของ “จูเซปเปทาร์ตินี” (Giuseppe Tartini) นักประพันธ์และนักไวโอลินชาวอิตาเลียน ตั้งอยู่ใจกลางจตุรัส กำแพงเมืองโบราณ (Walls of Piran), อุทยานแห่งชาติทริเกลา (Triglav National Park) และพิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Sergej Masera Maritime Museum) แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ บริเวณริมอ่าวพิรานที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวามีสีสัน ผับบาร์ ร้านอาหารทะเลสดๆ หลากหลาย

19. ซานฟรานซิสโก (San Francisco) สหรัฐอเมริกา (USA)
ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่รูปร่างเกือบเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก โอบล้อมด้วยผืนน้ำถึง 3 ด้าน และพื้นที่ของเมืองมีลักษณะเป็นลาดชันกว่า 40 เนิน มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เช่น “เมาท์เดวิดสัน” (Mount Davidson) เป็นจุดธรรมชาติที่สูงที่สุด “ฟิชเชอร์แมนวอร์ฟและท่าเรือ 39” (Fisherman's Wharf and Pier 39) ที่มีสิงโตทะเลเป็นไฮไลท์ ส่วนแลนด์มาร์กสำคัญที่รู้จักกันดีคือ “สะพานโกลเดนเกต” (Golden Gate Bridge) นั่นเอง ส่วนจุดท่องเที่ยวยอดฮิต ได้แก่ “เกาะอัลคาทราซ” (Alcatraz) หรือ “เดอะร็อค” (The Rock) และ “พิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และสิ่งมีชีวิต” (Academy of Sciences) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

20. คราคูฟ (Krakow)  โปแลนด์ (Poland)
คราคูฟ  เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีสถาปัตยกรรมหลากหลายยุค ไม่ว่าจะเป็นโรมาเนสก์ นีโอคลาสสิก และอาร์ตนูโว และมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่มีที่ไหนเหมือน เช่น ปราสาทหลวงวาเวล (Wawel Royal Castle) พิพิธภัณฑ์ใต้ดินคราคูฟ (Underground Museum Krakow) ตลาดนัดรีเน็คโกลนี่ (Rynek Glowny)  โบสถ์เซนต์แมรี (Church of St. Mary) ที่ภายในโบสถ์มีแท่นบูชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก "ซูเคียนนีส" (Sukiennice) ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป “วิเอลิกชกา” (Wieliczka Salt Mine) เหมืองเกลือใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาซ์วิทช์ (Auschwitz Concentration Camps) ค่ายมรณะที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาค่ายกักกันของนาซี

เลือกสถานที่เที่ยวสุดโรแมนติกที่โดนใจ เก็บกระเป๋า จูงมือคนรักไปเก็บเกี่ยวความทรงจำอันแสนหวานด้วยกัน แล้วอย่าลืมจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก กับ Traveloka ไว้ให้พร้อม เพื่อการเดินทางอันแสนประทับใจของคุณ^^

 ***********

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com