Hong Kong Wine & Dine Trip 2013

Last updated: Mar 10, 2016  |  4058 Views  |  Trip Review

Hong Kong Wine & Dine Trip 2013


Hong Kong Wine & Dine Festival 2013 Trip

ทริปสำหรับการเป็น Super Reviewer หรือ Champion การเขียนรีวิว
ร้านอาหารกับ Openrice, meeting กับ Openrice Hong Kong
และรับประทานอาหารร่วมกับเพื่อนๆ Champion จาก 8 ที่ 7 ประเทศ
ทั้งหมด 18 ท่าน, ชมงาน American Express Hong Kong
Wine & Dine Festival 2013, เที่ยวชมวิว The Peak, shopping
Causeway Bay, Cityplaza, Citygate Outlets, หาทานอาหารอร่อย,
ชิมมาการอง Pierre Herme’, Garrett Popcorn
เดินทางในวันที่ 30/10/2013-01/11/2013 เป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ

มาอ่านทริปฉบับย่อกันก่อนค่ะ (ออกตัวไว้ก่อนว่า บางคำอาจจะใช้ภาษาอังกฤษ
แทนภาษาไทยเพื่อให้เพื่อน Blogger ต่างชาติที่รู้จักกันในงานนี้ได้เข้ามาอ่าน
แล้วพอเดาได้นะคะ เพราะดิฉันไม่มีเวลาเขียนหรือแปลเป็นภาษาอังกฤษค่ะ)

Day 1 (30/10/2013)
8.00 น. เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ
12.00 น. ถึงสนามบินนานาชาติฮ่องกง
13.30 น. Check in Habour Plaza North Point Hotel
15.45 น. เดินเล่นห้าง IFC Mall
17.00 น. เดินทางไปขึ้นรถราง ขึ้นไป The Peak
18.15 น. ชมวิว The Peak
20.00 น. ทานมื้อเย็นและสำรวจย่าน Causeway Bay
22.00 น. กลับห้องพักผ่อน
 
Day 2 (31/10/2013)
8.00 น. Breakfast Buffet ที่โรงแรม
10.00 น. ไปสำรวจห้าง Cityplaza
12.30 น. กลับมารวมพลที่โรงแรมพร้อมเพื่อน Champion
13.00 น. Meeting by Openrice Hong Kong
17.00 น. เข้างาน American Express Hong Kong Wine & Dine Festival 2013
20.30 น. นั่งรถรางออกไปชมวิวและทานอาหาร
22.00 น. กลับห้องพักผ่อน

Day 3 (01/11/2013)
8.00 น. Breakfast Buffet ที่โรงแรม
10.00 น. Check Out จาก Habour Plaza North Point Hotel
10.30 น. ไปห้าง IFC Mall ซื้อของฝาก  พร้อมโหลดกระเป๋า ที่ in town check in
12.00 น. นั่ง Airport Express ไปสนามบินแล้วต่อรถบัสไป Citygate Outlets
16.30 น. กลับมาที่สนามบินและ shopping ใน Gate
18.55 น. ออกเดินทางจากฮ่องกง
21.00 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

แน่นอนว่าต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ Openrice Hong Kong
เว็ปไซต์รีวิวร้านอาหารอันดับหนึ่งของ Hong Kong และ เอเชีย
ที่จัดกิจกรรมดีๆ ผ่านมาทาง Openrice Thailand ในแคมเปญ
Be My Guest ซึ่งทำให้ผู้เขียนรีวิวที่ชนะเลิศตามกติกา
มีโอกาสได้รับรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไปกลับพร้อมพักโรงแรม 2 คืน
และเข้างาน American Express Hong Kong Wine & Dine Festival 2013
ในครั้งนี้ค่ะ เพื่อนๆอยากร่วมสนุกตามแคมเปญต่างๆ
ก็รีบเข้าไปเขียนรีวิวกับ Openrice Thailand กันได้เลยนะคะ  

มาดูรายละเอียดของทริปกันค่ะ

Day 1
ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า เช็คอิน โหลดกระเป๋า
ที่ Counter Thai Airways แล้วเราก็เดินไปสำรวจ King Power Lounge
(บัตร member card สีทองธรรมดา) โดยเดินไปทางด้าน Gate A จนสุดเลย
ภายในก็จะมีที่ให้นั่งรอแบบสบายๆ  มีมุมอินเตอร์เน็ทให้ใช้ มีทีวีให้ดู
มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน และมีอาหารว่างอย่างเครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้
เค้ก คุกกี้ ประมาณนี้ค่ะ ไม่เยอะ สำหรับคนที่ไม่อยากเดิน shopping
ก็มานั่งกันได้ค่ะ


แต่หาก Gate อยู่ทางโซน E เป็นต้นไปก็ต้องเผื่อเวลา
เดินกลับไปที่ Gate เยอะหน่อยนะคะเพราะอยู่คนละฟากกันเลย 


สำรวจเสร็จแล้วเราก็เดินออกไป Shopping บ้างนิดหน่อยให้พอได้ของแถม
และเดินต่อไป Gate E ก่อนจะเลี้ยวที่สี่แยก ขอตรงไปใช้สิทธิ์
True Black Card ซะหน่อย เห็นว่ามีรับชุดอาหารฟรีสำหรับร้าน DQ,
The Pizza Company และ Burger King มี SMS ส่งมาบอก 
ดูจากป้ายโปรโมชั่น 3 ร้านแล้ว The Pizza Company อลังการสุด
จัดเลย กดรหัส แล้วรับ Personal Pizza with Pepsi Free เป็นเซ็ตเลย
เลือกหน้าได้ด้วย เอาหน้า Tropical Seafood กินคนเดียวแบบมีความสุข


ไม่ได้หิวเลยแต่มีอะไรดีๆ แบบนี้เราต้องทดลองแล้วบอกต่อจริงไหมคะ หุหุsmiley 
เดินไปที่ Gate E พร้อมกับความตื่นเต้น เพราะเที่ยวบิน Thai Airways
เช้าวันนี้ที่ดิฉันจะได้นั่งเป็นเครื่องบินแบบ Airbus A380 ซึ่งเป็นเครื่องบิน
โดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ด้วยขนาด 507 ที่นั่งค่ะ blush

แล้วเราก็พบกับ Airbus A380 ค่ะ ใหญ่จริงอะไรจริง มี 2 ชั้น ตลอดลำค่ะ
โดยชั้นบนเป็นที่นั่งของ  Royal First Class ค่ะ ส่วนเรานั่ง Economy Class
แบบมีสปอนเซอร์ก็ดีใจสุดๆแล้วค่ะ 


ที่นั่งแบ่งเป็น 3, 4, 3 ที่นั่งค่ะ พนักงานต้อนรับรุ่นใหญ่ประสบการณ์สูง
ทักทายด้วยรอยยิ้ม สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม มีที่เสียบ USB สำหรับ
ชาร์ตโทรศัพท์มือถือได้ด้วยค่ะ


ทานอาหารบนเครื่องกัน เป็นครัวซองกับบะหมี่ไก่และลูกชิ้นกุ้งอร่อยๆจากครัวการบินไทยค่ะ
ชมวิวฟ้าโปร่ง บริการดี


และการเดินทางที่นิ่งเรียบสุดๆ ไม่สะดุด พิสูจน์มาแล้วด้วยการเขียน
eye liner ได้อย่างเรียบคมกริบ ไม่สั่นไหวตลอดเส้นทาง ขอชมเชยว่า
Smooth as Silk จริงๆค่ะ สำหรับ Airbus A380  ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า
เราก็ถึงสนามบินฮ่องกง แบบท้องฟ้าแจ่มใสค่ะ 


เข้าอาคารสนามบินแล้วเราก็เกี่ยว wifi free ส่งข่าวทางบ้านได้เลย
แล้วเราก็เลือกออกจากสนามบินฮ่องกงด้วยการเติมเงินในบัตร
Octopus เดินตามป้ายไปเลยค่ะ รถไฟฟ้า Airport Express
มีให้บริการแทบจะทุก 5 นาที การเดินทางสามารถลงได้ 4 สถานี
ใช้เวลาเดินทางจนถึงสถานีสุดท้ายไม่เกิน 15 นาที ด้วยค่าบริการ
HKD 100 แล้วเราก็ลงที่สถานี Hong Kong สถานีสุดท้ายเลยค่ะ


ภายในสถานีฮ่องกงเราก็เดินทางเชื่อมไปที่สถานี Central แล้วไปขึ้นรถไฟฟ้า
MTR ต่อสายสีฟ้า เพื่อไปลงสถานี Quarry Bay ค่ะ แล้วออกทางออก Exit C
เพื่อไปยัง Habour Plaza North Point Hotel โรงแรมที่เราจะพักกัน 2 คืน
ตลอดที่อยู่ที่นี่ค่ะ  แค่โผล่พ้นสถานี MTR มองไปตรงไปก็เห็นตึกโรงแรมแล้วค่ะ
ใกล้มากเดินทางสะดวกจริงๆ ถนนหน้าโรงแรมมีรถรางพร้อมสถานี สบายเลย


เข้าไปเช็คอินแล้วหักมัดจำบัตรเครดิตไว้ HKD 1,000 ได้ห้องแล้วค่ะ
เลขที่ออก 2303 เป็นห้องที่อยู่สุดตึกด้านเห็นวิวทะเล Victoria Habour
สวยจริงๆค่ะ


นั่งมองวิวในห้องเพลินเลย ห้องพักใหม่ สะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ


มีเตาไฟฟ้า เตาอบ และส่วนเคาน์เตอร์เล็กๆ สำหรับทำอาหารทานได้ด้วยค่ะ 
แต่เสียดายนิดหน่อย ไม่มีอ่างอาบน้ำ ระหว่างเก็บของก็มีผลไม้ต้อนรับมาให้ด้วยแน่ะ



แล้วก็มีของที่ระลึกของ Openrice Hong Kong ฝากไว้ให้เราเป็นแก้วไวน์,
แม็กเน็ทไว้ติดแก้วไวน์ และ หมายกำหนดการในวันถัดไปที่ต้องไปร่วมกิจกรรม 


สำรวจห้องเสร็จแล้วเราก็นัดแชมป์เปี้ยนหนุ่มหล่ออีก 2 คน คือ คุณ benz47 และ
คุณ zteller ทุกท่านสามารถไปติดตามอ่านรีวิวของ 2 ท่านนี้ได้นะคะ ที่
Openrice Thailand ชื่อ User ตามที่เรียกนี้เลยค่ะ ส่วนดิฉันใช้ชื่อ monlada ค่ะ


พอรวมพลกันแล้วเราก็เดินข้ามถนนไปขึ้น MTR สถานี  Quarry Bay
ผ่าน 7-eleven ซื้อซิมการ์ด 3G เพื่อมาแชร์กันใช้ internet ส่งข่าว
ทางบ้านเป็นระยะ ราคา HKD 63 ก็ ประมาณ 250 บาท (ซิมใหญ่ธรรมดา)
แบ่งๆกันใช้ได้เกือบ 3 วัน คุ้มค่าดีค่ะ


ขึ้น MTR แล้วก็ลงที่สถานี Central เดินต่อไปทางเชื่อมยังสถานี
Hong Kong ตามป้ายเคยค่ะ ไป ifc mall ทางออก exit F
ไปถึงก็พาเพื่อนร่วมทริปสำรวจ อยากทานอะไร คิดไปคิดมา
หิวมากแล้วไปที่ MC กันเลย จัดไปให้หายหิว ที่นั่งหายากมากค่ะ


เสร็จแล้วก็เดินไปที่ Shop หมายเลข 1019 C นั่นก็คือ Pierre Herme’ Paris
มาชิม Macaron (มาการอง) อร่อยๆ จากปารีสกัน ร้านนี้เค้าได้ลงนิตยสาร
ระดับโลกมาแล้วทั้ง Vouge Magazine USA,
The Wall Street Journal, The New York Times,
Business Week, Food & Wine, ฯลฯ  เค้ามาเปิด shop ที่เอเชียครั้งแรก
เพียง 2 ที่คือ ญี่ปุ่น และ ฮ่องกง ที่ ifc mall นี่เป็น shop แรกของฮ่องกงเลยค่ะ


เค้าให้ซื้อเป็นเซ็ตนะคะ ซื้อเป็นชิ้น สองชิ้น ไม่ขายค่ะ เลยจัดเซ็ตเล็กมาชิม 7 ชิ้น
ราคา HKD 210 ค่ะ ตกประมาณ HKD 30 ต่อชิ้น หรือ ชิ้นละ 120 บาท เลยทีเดียว
ในร้านมีช็อคโกแลตและขนมหวานอื่นๆ แต่เค้าห้ามถ่ายภาพค่ะ
เลยได้แต่ถ่ายภาพหน้าร้าน เนื่องจากมาการองร้านนี้ทำสดใหม่ทุกวัน
หากซื้อออกจากตู้แล้วควรทานภายใน 2 ชม. หรือ ถ้าเก็บในตู้เย็นตลอดเวลา
สามารถเก็บได้ 4 วันค่ะ เพราะเมื่อโดนอากาศแล้วแป้งจะแฟบคืนตัว
ทำให้ไม่กรอบค่ะ จึงไม่สามารถซื้อฝากใครได้เลย  ซื้อแล้วก็มาแบ่งกัน
ชิมตรงนั้นเลยค่ะ ของดิฉันมี 3 ชิ้น 3 รส เริ่มด้วย Dark Chocolate
อร่อยแต่หวานไปนิดเพราะในใจคิดว่า Dark Chocolate ควรออกแนวขม
และไม่ควรหวานเลยน่ะ ต่อด้วย ชิ้นสีเขียวและสีส้มในอันเดียวกัน เป็นรส
Mandarin Orange Olive Oil & Cucumber Water อร่อยมาก หอม
หวานกำลังดี มีชั้นครีมออกนวลๆ ด้วย และแก้เลี่ยนด้วยชิ้นสุดท้าย  
Yoghurt & Raspberry มีสีขาวและสีชมพูใน 1 อัน รสชาติเปรี้ยวจี๊ด
ราสเบอร์รี่ถูกใจมากๆค่ะ


ชิมแล้วแม้จะเป็นของแพงแต่ก็อร่อยจริงคุ้มค่ากับการลองค่ะ
ทริปหน้าเดือนธันวาคมไปเที่ยวฝั่งเกาลูนอาจจะไปชิมอีกร้าน
ที่ดังพอๆกันชื่อ Laduree แล้วจะเอามาบอกเล่าให้ฟังค่ะ 

เสร็จแล้วก็พากันไปที่ The Garrett Popcorn shop
หมายเลข 1050 ค่ะ ตรงทางออกห้างไปท่าเรือเฟอร์รี่ด้านหลัง
ชิมกันแล้วก็หมายตาว่าวันกลับจะมาซื้อกันค่ะ


เสร็จแล้วเราก็เดินลงไป MTR หน้า ifc mall เป็นสถานี Hong Kong
เดินไปทะลุสถานี Central ไปออกที่ทางออก Exit J2
เพื่อไปขึ้นรถรางไปชมวิวที่ The Peak กันค่ะ เวลาประมาณ 5 โมงเย็น
ออกมาจากทางออก J2 จะเจอสวนสาธารณะขวามือก็เดินไปเลยค่ะ
มีป้ายบอกตลอดทางว่า Peak Tram Terminus ถ่ายรูปชมวิวไปเรื่อย


ทะลุสวนสาธารณะไปข้ามแยกแล้วเดินตรงต่อไป ก็จะเห็นสถานีรถราง
อยู่ติดกับตึกโรงแรม Landmark เลยค่ะ หาไม่ยาก


เป็นช่วงเวลาดี นักท่องเที่ยวมาต่อคิวขึ้นรถรางกันเยอะเลย ขยับแถวไปเรื่อย


ประมาณ 30 นาที  แทบจะขาแข็งแล้วก็ได้ขึ้นค่ะ ราคาไปกลับใช้บัตร
Octopus แตะ ก็รวม HKD 40 ค่ะ นั่งไปก็หวาดเสียวเล็กน้อยเพราะ
ความชันเอาเรื่องอยู่ค่ะ ไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ เดินเข้าตัวอาคาร
แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปประมาณ 4 ชั้น ตามป้ายเพื่อไปยัง
The Sky Terrace 428 Overview ใช้บัตร Octopus แตะก็จะถูกหักไป
อีก HKD 40 เพื่อขึ้นจุดชมวิวค่ะ

ทำไมถึง ชื่อ The Sky Terrace 428 Overview
ก็เพราะสูงจากระดับน้ำทะเล 428 เมตร และสามารถชมวิว
ฮ่องกงได้ 360 องศากันเลยทีเดียว สวยมากๆเลยคะ


คุ้มค่ากับการขึ้นมาจริงๆ ต่างคนก็จับจองมุมที่สวยที่สุดเพื่อให้ได้ถ่ายรูปวิวสวยๆ ค่ะ


ดื่มด่ำกับวิวกันประมาณ 30 นาที ไม่อยากจะลงเลยแต่ อากาศก็หนาวเย็นลมแรงขึ้น
คาดว่าประมาณ 20 องศาค่ะ พอหอมปากหอมคอแล้ว 



ก่อนลงเดินไปดูจุด Sky Gallery กันซักนิด เป็นภาพ 17 ภาพที่บอกประวัติ
เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของฮ่องกง น่าสนใจทีเดียวค่ะ


แล้วเราก็ลงมาต่อคิวรถรางเพื่อลงจาก The Peak ค่ะ


ลงมาได้แล้วเราก็เดินกลับไปทางเดิม ไปที่ exit J2 ของสถานี Central
จะกลับห้องเลยก็กระไรอยู่


เริ่มหิวอีกแล้วเลยขึ้น MTR ต่อไปลงสถานี
Causeway Bay ออกไปที่ทางออก Exit F ไปย่าน Jardine’s Crescent
โผล่จากสถานีออกมาก็เจอแยกเลยมองตรงไปเป็นห้าง SOGO คนเยอะทีเดียว


เราเลือกเดินไปทางขวามือที่ถนน Jardine’s Bazaar ค่ะ เพื่อหาอาหารมื้อเย็นทานกัน 


เดินไปซัก 70 เมตร เห็นร้านสีขาวด้านซ้ายมือ ชื่อ Glee Café โหงวเฮ้งดี
นั่งสบาย สไตล์โมเดิร์น ลองเลย เข้าไปสั่งอาหารแนะนำ เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดเนื้อ
รสชาติเหมือนผัดซีอิ๊ว เส้นนุ่มดีค่ะ ปรุงเพิ่มนิดหน่อยเพราะมันจืด อีกจานเป็นหมูแดง
รสชาติพอได้ แต่งแห้งไปนิด และซุปแถมประจำวันเป็นซุปเนื้อกับรากบัวค่ะ
หมดไป 2 คน 100 กว่าเหรียญ



อิ่มแล้วก็เดินกลับมาที่แยก Sogo สำรวจห้างแถวนี้กันเล็กน้อย
ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศแล้วแวะซื้อของในร้าน Sasa และ Bonjour


แล้วก็ขึ้น MTR กลับไปที่สถานี Quarry Bay กลับโรงแรมพักผ่อนค่ะ


Day 2
ตื่นเช้า 8 โมง ก็ลงไปที่ชั้น 2 ไปทานห้องอาหาร Greens restaurant
บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าก็มีหลากหลายดีค่ะ



พอทานได้อิ่มทอง ก็กลับขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกไปเดินเล่นกันซักหน่อย
ขึ้น MTR สถานี Quarry Bay ไป 1 สถานี ลงที่สถานี Tai Koo Shing
ออกทางออก Exit D หรือ E ก็ได้ค่ะ ไปยังห้าง Cityplaza ประมาณว่ามีหลายตึก
ออกไปแล้วห้างยังไม่เปิดเลยเดินเล่นออกมาที่ถนน 
TaiKoo Shing Road ชมวิวเล็กน้อย เป็นตึกที่พักอาศัยเยอะเลยค่ะ


แล้วเราก็เดินกลับมาที่ห้าง Cityplaza เปิดพอดี ขึ้นบันได้เลื่อนไปเรื่อย
ห้างนี้ก็ไม่ธรรมดาค่ะ Brandname ครบเช่นกัน จัดไป H&M และ
Marks&Spencer ค่ะ



หมดเวลาแล้วเราก็กลับโรงแรมด้วย MTR เหมือนเดิม ระยะ 1 สถานีใกล้ๆ
เพื่อไปเตรียมตัวตามนัดหมายเวลา 12.30 น. จะต้องไปรวมตัวกับแชมป์เปี้ยน
อีก 18 ท่าน ที่ lobby ของโรงแรม

กลับมาถึงโรงแรมก่อนเวลาเล็กน้อย มีเวลาเตรียมของ 
ถึงเวลานัดแล้วตื่นเต้นมากค่ะ ได้มาเจอกับเพื่อนๆ นักเขียนรีวิว
จาก 7 ประเทศ 18 คน กับทีมงาน Openrice Hong Kong
มารับเราขึ้นรถบัสกันเลยค่ะ


ไปที่โรงแรม City Garden Hotel
ย่าน North Point ดูแล้วเป็นโรงแรมใหม่สวยเลย
ขึ้นไปที่ชั้น 2 ห้องอาหาร YUE Restaurant (ออกเสียงว่า หยุ)
เป็นห้องอาหารที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น Michelin Star ระดับ 1 ดาว
ตกแต่งหรูหรามากค่ะ


เข้าไปถึงห้องจัดเลี้ยงมี 4 โต๊ะกลม มีแผนผังเสร็จว่าเราต้องนั่งโต๊ะที่ 4 ค่ะ
เริ่มด้วยการลงทะเบียนรับของที่ระลึกจาก Openrice Hong Kong และ
จากห้องอาหาร YUE เป็นซอสเอ็กซ์โอ รู้สึกเหมือนเป็น Celeb สุดๆ
เพราะตั้งแต่เดินเข้างานไปมีแต่คนถ่ายรูปพวกเราตลอดเวลา
ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถูกบันทึกภาพไว้แทบทุกอิริยาบทจริงๆ ค่ะ


แล้วก็เข้าสู่พิธีการ งานนี้ชื่อว่า By My Guest Special Luncheon
โดย Mr.Alfred Tsoi ซึ่งเป็น CEO ของ Openrice Hong Kong
กล่าวเปิดงานต้อนรับพวกเรา


และพูดถึงการทำงานและความสำเร็จของ
Openrice Hong Kong ซึ่งเค้าเป็นเว็ปไซต์รีวิวร้านอาหารอันดับ 1
ของฮ่องกง มานานกว่า 14 ปี และจะครบรอบ 15 ปี ในปี 2014


ซึ่งแน่นอนว่าเค้าจะก้าวต่อไปเป็นเว็ปไซต์รีวิวร้านอาหารอันดับ 1 ระดับเอเชีย
ใน 7 ประเทศ 8 แห่ง ได้แก่ China, Hong Kong, Malaysia, Thailand,
Philippines, Taiwan, Singapore และ  Indonesia อย่างแน่นอนค่ะ

เสร็จแล้วเราก็มาเริ่มทานอาหารกันค่ะ แนะนำเชฟของห้องอาหารซักหน่อยค่ะ


รายการอาหารที่เราจะได้ทานวันนี้ค่ะ


จานแรก  Appetiser 6 อย่าง ฮะเก๋า,หมูแดง, เนื้อวากิวย่าง, มะเขือม่วงทอด,
เผือกทอดไส้แกงกะหรี่หมู และมะเขือเทศซอสส้มโอ แน่นอนว่าอร่อยถูกใจไปทุกคำ 
ต่อด้วยเนื้อปูอบชีส อันนี้ถูกใจมากค่ะ เพราะเป็นคนชอบทานปูอยู่แล้ว
เหมือนผักโขมอบชีสแต่ใช้เนื้อปูกับหอมใหญ่เท่านั้น  รสชาติเนียนหวาน
อร่อยกลมกล่อมชีสสุดยอดมากค่ะ 


จานต่อไป เป็นฟิวชั่นที่สุดยอดมาก อันนี้เชฟภูมิใจนำเสนอ
ไข่ตุ๋น 3 สี พร้อมปลาย่างด้านบนกับซอสเห็ดทรัฟเฟิ้ลสีดำ
บนเนื้อปลา คิดได้ไงอ่ะเมนูนี้ ไข่ตุ๋น 3 สี
อร่อยร้อนระอุทานกับเนื้อปลาย่าง  สุดยอดค่ะ  จานต่อไป
ไก่รมควันด้วยใบชา และซอสถั่วเหลือง เสิร์ฟมาแบบหอมมากๆ
เรียกว่าหอมละเมอก็ว่าได้ ที่สำคัญรสชาติซอสเข้าเนื้อ นุ่ม
ละลายในปากอร่อยจริงๆ ค่ะ 


ต่อด้วยข้าวห่อใบบัว มีกุ้งแห้ง หมูหยอง ไก่ และเห็ดหอม ทานอุ่นๆ
อร่อยเลิศค่ะ  ปิดท้ายด้วยของหวาน เป็นสาคูกับเยลลี่เก๋ากี้
รสออกหวานนิดๆ เย็นๆ อร่อยสุดยอดเช่นกัน สมแล้วที่เป็นเมนู
ของร้านระดับ Michelin Star


ปิดท้ายด้วย ชาร้อนหอมกลิ่นดิน แปลกดีค่ะ


อิ่มแล้วก็เริ่มทยอยรับรางวัล Certificate จาก CEO ของ Openrice Hong Kong
กันเลยค่ะ และนี่คือโฉมหน้าทีมแชมป์รีวิวจากประเทศไทยค่ะ ดูกันชัดๆ จากซ้ายไปขวา
คุณ Benz47, คุณ zteller ผู้มอบรางวัลชุดสีดำ และ ดิฉันเองค่ะ บก.nanareview laugh


ได้มาแล้ว Super Reviewer


แล้วเราก็ร่วมถ่ายภาพกับเพื่อนๆ Super Reviewer ทุกท่าน
พร้อม CEO และทีมงานจาก Openrice Hong Kong ค่ะ
งานนี้จบลงอย่างสนุกสนานและประทับใจมากค่ะ




เสร็จแล้วทางทีมงาน Openrice Hong Kong ก็ได้พาเรา
ขึ้นรถไปส่งที่ New Central Habour Front ใกล้กับท่าเรือ
Central Star ferry ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน
American Express Hong Kong Wine & Dine Festival 2013
เริ่มจากถ่ายรูปร่วมกันหน้างาน


เข้าไปลงทะเบียน รับของที่ระลึกเป็นแก้วไวน์ Riedel
แก้วไวน์ระดับ World Class ให้ใช้ชิมไวน์ในงานเลยค่ะ 
มีคู่มือบอกว่าไวน์ร้านไหนอยู่ตรงไหน ซึ่งเยอะมากเพราะ
บ้านเค้าไม่เก็บภาษีสรรพสามิตแบบบ้านเรา
ทำให้ราคาจำหน่ายถูกกว่าบ้านเรา ก็คงดื่มกันสบายไปเลยค่ะ
และมีคูปองให้เราใช้ไปแลกชิมไวน์แต่ละร้าน และอาหาร
แต่ละร้านที่อยากจะชิม รวมประมาณ 10 กว่าใบค่ะ


งานจัดแบบ Outdoor มีบูธไวน์ , บูธร้านอาหาร , บูธเครื่องมือประกอบอาหาร 
ไปชมภาพบรรยากาศโดยรวมกันเลยค่ะ 












ทีนี้ไปชิมไวน์ร้านไหนมาบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ  แบรนด์นี้ออกแนวผลไม้เบาๆ รสชาติดี
เหมาะกับสตรีน่ารัก


ไปบูธไวน์หวานกันบ้าง ชิมตัวนี้ค่ะ รสชาติหวาน แบบว่า หนักเอาการอยู่นะคะ 


ต่อด้วยตัวนี้ค่ะ รสพีช เหมาะกับสตรีหวานซ่อนเปรี้ยว
ชอบมากเพราะแทบไม่มีความขมของแอลกอฮอลล์ให้รู้สึกเลยค่ะ 


และตัวนี้ออกแนว Sparkling Wine ถูกใจเช่นกัน
(พนักงานหล่อ เชิญชวนเราสุดๆ หุหุ)


แล้วก็เข้าไปในบูธใหญ่ของ Riedel ในนี้มี wine ดีๆ ดังๆ แพงๆ เยอะเลยค่ะ
ก็ชิมมาหลายแก้วแล้วกลัวจะไม่ไหว ยกประโยชน์คูปองให้
แชมป์เปี้ยนชายอีก 2 ท่านแล้วกันค่ะ ขอเก็บบรรยากาศแทนแล้วกัน
ยิ่งดึกคนยิ่งมาค่ะ



เสร็จแล้วเราก็เดินออกจากงานประมาณสองทุ่ม ไปขึ้นทางเชื่อมรถไฟฟ้า
เดินตามป้ายไป MTR สถานี Central เอาของที่ได้แจกมาในวันนี้พะรุงพะรัง
หลายถุงกลับไปเก็บที่ห้องพักก่อน แล้วออกมาลองขึ้นรถรางหน้าโรงแรม
เวลารถรางจอดให้ขึ้นด้านหลังนะคะ เวลาลงให้ลงประตูหน้า
ใช้บัตร Octopus แตะ สบายๆ ไปไหนก็ HKD 2 เท่านั้น นั่งไปตามถนน
King’s Road (ออกจากโรงแรมแล้วไปทางขวา) ประมาณ 3 สถานี
เห็นเป็นย่านตึกมีร้านขายของเยอะๆ ก็ลง ไปเจอกับร้านอาหารจีน
น่าท่านด้านซ้ายมือ ชื่อ The Orient Barbecue Cuisine
(อันนี้เป็นที่อยู่ร้านค่ะ 1/F, Block 1, Roca Centre, 460-470 King's Road, North Point)


เดินเข้าไปเลย ขอฉลองวันฮาโลวีนด้วยการทานอาหารร้านนี้ก็แล้วกันค่ะ
ช่วยกันสั่งออกมาได้ 3 จานค่ะ ห่านอบจานเล็ก จำได้ว่าราคา HKD 88
รสชาติอร่อยเข้าเนื้อสุดๆ ชิ้นแรกๆ ก็ enjoy แต่พอเริ่มอิ่มแล้วเจอชั้นมันๆ
บ้างก็จุกค่ะ


ข้าวผัดหยางโจว อร่อยดี นี่สั่งจานเล็กนะ ทานกัน 3 คน ไม่ไหวเลย และ
คะน้าฮ่องกงผัดน้ำมันหอย อร่อยเลิศ


อิ่มแล้วก็ลงมาเดินเล่นแถวหน้าร้านซักพักก็ขึ้นรถรางกลับไปทางเดิมค่ะ



ลงหน้าโรงแรมแล้วก็แยกย้ายกันพักผ่อนค่ะ

Day 3
ตื่นเช้ามารับอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ของโรงแรมเช่นวันก่อน
ที่ห้องอาหาร ได้เจอกับ Blogger ชาว Philippines เธอชื่อ Edel
อัธยาศัยดีมาก มาทักทายเราตั้งแต่ตอนที่รวมตัวกันเมื่อวาน เข้ามา
คุยด้วยกันทานอาหารที่โต๊ะด้วยค่ะ Blog ของเธอที่ประเทศ
Philippines ชื่อ www.facebook/vivakitchengoddess ค่ะ
เพื่อนๆที่อยากรู้แหล่งอาหารอร่อยที่ฟิลิปปินส์ ก็เข้าไปอ่านดูได้ค่ะ
ขอกล่าวถึง Edel สั้นๆ ดังนี้ค่ะ
Hi, Edel
Nice to meet you, thank you for you are my new friend.
You are so smart and friendly, I hope to see you again.
I will follow and cheers up your blog always.laugh


ทานอาหารเสร็จแล้วเราก็แล้วก็อาบน้ำ
เก็บกระเป๋าเช็คเอาท์ก่อน 10 โมง ก็ลงไปขึ้นรถ Shuttle bus
ของโรงแรม


ระหว่างทางชมวิวถ่ายรูปไปเรื่อยค่ะ


ไปลงสถานี Central จอดหน้าตึก IFC mall เลยค่ะ
เข้าไปเจอ in town check-in ซึ่งสามารถเช็คอิน
กับสายการบินที่มีเคาน์เตอร์ที่นี่ได้เลยค่ะ เราขึ้นลิฟท์
ไปชั้น Plaza ก่อนค่ะ ไปซื้อของตาม order กัน
ออกจากลิฟแล้วเจอโซนเดิมที่เดินมาวันแรก
เดินไปทางขวาผ่านร้าน Kee wah เข้าไปซื้อทองม้วน
รสเนย (Butter Egg Roll) ทองม้วนรสไข่อร่อยๆ
กล่องละ HKD 68 อย่างอื่นก็น่าซื้อแต่เกรงว่าพื้นที่กระเป๋า
จะเหลือไม่พอ

เดินต่อผ่านร้าน Pierre Herme ยังติดใจเข้าไปถามข้อมูลอีก
แล้วเดินต่อไปทางออกท่าเรือ Ferry ด้านหลังไปจัดการซื้อ
The Garrett Popcorn ตามรายการฝากซื้อให้ได้ Feeling
ก่อนที่จะมาเปิดที่สยามพารากอนปลายปี 2556 นี้ค่ะ


ซื้อของครบแล้วเดินกลับไปที่ลิฟท์ตัวเดิมจัดการแพ็คกระเป๋าอีกรอบ
แล้วลงลิฟท์ไปชั้น G แตะบัตร Octopus เข้าไปในส่วน in town chek in
ถูกหักเงินทันที HKD 100 เป็นค่าเดินทางไปสนามบินด้วยรถไฟฟ้า
Airport Express เดินไปที่ TG counter โหลดกระเป๋ารับตั๋วเครื่องบิน
แล้วเดินตัวเบาออกมาค่ะ สัมภาระมีเพียง 1 ถุง
คือแก้วไวน์ 2 ใบ ไม่กล้าโหลดอ่ะ รักษายิ่งชีพ เดินออกมาแล้วลงลิฟท์
ไปขึ้นรถไฟฟ้าสาย Airport Express กันเลยเพราะถูกตัดเงิน
ไปตั้ง HKD 100 แล้วนี่ นั่งสบายๆชมวิว

ไปถึงสนามบินเราก็เดินไปตามป้าย City หาทางเข้าเมือง
เพื่อหาป้ายรถบัส เจอแล้วค่ะ ป้ายรถบัส
จุดนี้อ่านข้อมูลให้ดีว่าเราจะไปไหน เพราะเค้าจะแยก
ป้ายชานชลาไว้เลย


เราจะไป Citygates Outlet สามารถ
ขึ้นสายอะไรได้บ้างระบุไว้เลย สายที่สั้นที่สุดที่วิ่งระหว่าง
สนามบินและ Citygates Outlet คือสาย S1 เดินไปตาม
แผนผังว่าเราต้องไปขึ้นป้ายไหน สังเกตเสาด้วยค่ะจะมีป้าย
บอกตลอด เมื่อถึงป้ายรถบัสแล้วรอไม่ถึง 10 นาทีก็มาค่ะ


แตะบัตร Octopus ตอนขึ้นประมาณ HKD 3 แล้วขึ้นไปนั่งด้านบน
ชมวิวสบายๆ ประมาณ 10 นาทีก็ถึงค่ะ ลงรถแล้วประมาณบ่ายโมง
หิวพอดี ขึ้นไปชั้น 2 ของ Food Republic กันเลย หาอะไรใส่ท้อง
ให้มีแรง Shopping ก่อน ชุดข้าวหน้าหอยเชลล์ตัวใหญ่เต็มคำ อร่อยดี


อิ่มแล้วเดินเข้าโซน Shopping กันเลย ชั้น 3 เดินไปจนสุดเจอแบรนด์เนมระดับราคา
สูงหลายร้านลดราคาน่าสนใจ โดยเฉพาะ Coach จังหวะที่ไปลด 40% ทั้งร้านและ
มีลดเพิ่ม on top ให้อีก 20% เดินวนในร้านสกัดกั้นกิเลสกันสุดชีวิต (กระเป๋าก็พึ่งซื้อมา
ไม่ถึง 3 เดือน ท่องไว้ เยอะแล้ว หยุดเถอะโยม!!!) ขำตัวเองจริงๆ surprise
แล้วก็ไปได้เสื้อยืดร้าน Club 21 เอาบรรยากาศการลดกระหน่ำมาฝากกันค่ะ





เลือกช้อปกันจุใจแล้วลงไปชั้นล่างสุดเข้า Supermarket หาเชอรี่
ไม่มีแฮะฤดูนี้เลยจัดสตรอเบอรี่ลูกโตๆมาฝากคนที่บ้าน รสชาติเปรี้ยวฉ่ำ
อร่อยเต็มคำมากๆค่ะ แล้วก็มานั่งพักทานไอศกรีมซักหน่อยรอเพื่อนร่วมทริป
เก็บบรรยากาศ พร้อมแล้วเราก็เดินไปใต้อาคาร Food Republic ขึ้นรสบัส
สาย S1 เดินออกมาก็เจอป้ายเลยค่ะ แล้วก็กลับไปที่สนามบิน เข้า Gate
ไป Shopping อีกเล็กน้อย


เดินไป Gate เครื่องมาตรงเวลา ขากลับขนาดเครื่องเป็น A330 หิวพอดีเวลาเสิร์ฟอาหาร
ทานข้าวกระเพราไก่ จากครัวการบินไทย ไม่ค่อยเผ็ดพริก แต่เติมพริกไทยแล้วพอได้
ทำให้ได้รู้สึกว่าเจอทางกลับบ้านแล้วheart


แล้วเราก็กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิตามเวลาค่ะ
แล้วเจอกันใหม่แน่นอน Hong Kongheart
 
สรุปค่าใช้จ่ายenlightened
ตั๋วเครื่องบินไปกลับ,ค่าห้องพัก, และค่าเข้างานไวน์ ฟรี
ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่า Shopping รวมหมดไป 5,000 กว่าบาท
ปิดท้ายด้วยภาพของที่ระลึกที่ได้จากการไปร่วมงานค่ะ


ของฝากทางบ้าน สตรอเบอร์รี่ลูกโต ฉ่ำ อร่อย
และบรรดาของฝากซื้อและซื้อฝากค่ะ

 

********จบแล้วค่ะ ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม และหวังว่า
จะมีประโยชน์กับทุกท่านนะคะ ******************
heart
 

Powered by MakeWebEasy.com