โฮจิมินห์ เมืองประวัติศาสตร์ของเวียดนามใต้

Last updated: Sep 15, 2013  |  8766 Views  |  Trip Review

โฮจิมินห์ เมืองประวัติศาสตร์ของเวียดนามใต้


เที่ยวโฮจิมินห์เมืองประวัติศาสตร์ 25-27 ตุลาคม 2555  มาเริ่มที่ทริปโดยย่อกันก่อนค่ะ
วันที่1
8.00 น. ออกเดินทางด้วยสายการบิน  Air Asia เที่ยวบิน FD3720
9.30 น. ถึงสนามบินเติงเซิงยั้ต (Tan Son Nhat International Airport)
10.00 น. ผ่านตม. , รับกระเป๋าแลกเงิน, แล้วออกมาขึ้นรถเมล์สาย 152
11.00 น. ลงรถเมล์เดินลากกระเป๋าแล้ว check in โรงแรม Halo Hotel เก็บสัมภาระ
12.00 น. เดินออกไปทานมื้อกลางวันที่ร้าน Pho2000
13.00 น. แลกเงินเพิ่มแล้วเดินสำรวจตลาดบินถั่น (Ban Thanh Market)
13.30 น. เดินกลับมาที่โรงแรมติดต่อจองทัวร์ไปอุโมงค์กู๋จี่แบบเต็มวันสำหรับเที่ยวในวันที่สอง
14.00 น. เรียกแท็กซี่ไปลงพิพิธภัณฑ์สงคราม (War Museum ) เดินชมพิพิธภัณฑ์
15.30 น. เดินต่อไปเที่ยว Independence Palace หรือ ทำเนียบแห่งการรวมตัวใหม่
16.30 น. เดินต่อไปเช็คราคาสินค้าที่ห้าง Daimond Plaza
17.00 น. เดินต่อไปเที่ยว HCMC Central Post Office (ที่ทำการไปรษณีย์กลางนครโฮจิมินห์) และถ่ายรูปที่หน้าโบสถ์โนทเตรอะดาม (Notre Dame Cathedral)
17.30 น. นั่งพักทานอาหารที่ร้าน NYDC
18.30 น. เดินไปห้าง Vincom Center และ Parkson
19.30 น. เดินไปถ่ายรูปด้านหน้า Saigon Opera House
20.30 น. เดินกลับไปตลาดบินถั่น
21.00 น. กลับที่พัก
วันที่ 2
7.00 น. ทานอาหารเช้าที่โรงแรม
8.00 น. รถทัวร์มารับไปที่บริษัททัวร์
9.15 น. เดินทางออกนอกเมือง
10.00 น. ถึงโรงงานไม้ (จุดพักรถ)
12.00 น. ถึงวัดกาวได่ (Cao Dai Temple) ชมสถาปัตยกรรมและพิธีกรรม
12.40 น. เดินทางออกจากวัด
13.00 น. แวะทานข้าวเที่ยงระหว่างทาง(30 นาที) แล้วเดินทางต่อ
15.00 น. เข้าชมอุโมงค์กู๋จี่ (Cu Chi Tunnel)
16.45 น. ออกจากอุโมงค์กู๋จี่
18.00 น. กลับถึงตลาดบินถั่น
18.30 น. เดินไปทานมื้อเย็นที่ร้านงอน (Ngon Restaurant)
19.50 น. ออกเดินทางต่อไป Vincom Shopping Center สำรวจราคาสินค้า และ ไปถ่ายรูปบริเวณ จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)
22.30 น. เดินกลับถึงโรงแรมพักผ่อน
วันที่ 3
8.00 น. ทานอาหารเช้าที่โรงแรม
8.40 น. ไปเที่ยว Ho Chi Minh Museum (พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์)
9.45 น. เดินทางกลับมาเดินซื้อของที่ตลาดบินถั่น
10.45 น. เดินกลับโรงแรมและเก็บกระเป๋า
12.00 น. Check Out โรงแรมแล้วฝากกระเป๋าไว้เดินออกมาทานมื้อเที่ยงที่ร้าน Pho 24
13.00 น. เดินเล่นไปวัดแขก (Mariamman Hindu Temple)
14.00 น. เดินกลับมาโรงแรมแล้วออกเดินทางไปสนามบิน
17.55 น. ออกเดินทางจากสนามบินเติงเซิงยั้ตกลับประเทศไทย

ทีนี้มาเริ่มด้วยทริปโดยละเอียดกันค่ะcool

วันที่1
ไปถึงสนามบินประมาณ 6.00 น. เป็นการกลับมาเยือนสนามบินดอนเมืองครั้งแรกเมื่อสายการบิน Air Asia ได้ย้ายมาขึ้น-ลงที่นี่ บรรยากาศภายในเดิมๆเหมือนสมัยก่อนยังไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนนี้เป็นสนามบิน International อีกครั้ง ส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าปรับปรุงให้ดูทันสมัยกว่านี้ซักหน่อยก็จะดีมาก อย่างน้อยก็เป็นหน้าเป็นตา และมีประโยชน์ในการลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิได้อย่างดีค่ะ


ผ่านตม. แล้วไปสำรวจสินค้าที่ King Power Duty Free ก็มีสินค้าให้เลือกซื้อได้ครบครันพอสมควรค่ะ 


มีร้านอาหารหลายร้านบริเวณ Gate เช่น Fuji, Starbucks, S&P, ฯลฯ หิวก็ไปฝากท้องกันได้ตลอดค่ะ เราเลือกทานเซ็ตนี้ที่ au bon pain ค่ะ เป็นแซนด์วิชทูน่า, ชามะนาว, กาแฟเย็น และน้ำเปล่า


ยังใจเย็น อีกครึ่งชั่วโมงถึงเวลาบินค่อยๆทานแล้วเดี๋ยวจะเดินไป พอลงบันไดเลื่อนเอ๊ะทำไมมีคนวิ่งแซงเราไป  ก็ยังไม่รู้สึกตัว พอเดินไปถึง Gate ก่อน 20 นาที อ้าว Final Call เค้าไปกันหมดแล้วไม่รู้ตัวเลยblush ไม่ชินกับการมาถึง Gate ก่อนเวลาแล้วเจอเหตุการ์ณแบบนี้ ต้องปรับตัวใหม่นะคะเพื่อนๆ สงสัยว่าตั้งแต่ Air Asia มาขึ้น-ลงที่ดอนเมืองเวลาเค้าเป๊ะมากค่ะ เกือบตกเครื่องแล้วมั้ยล่ะ



9.30 น. ถึงสนามบินเติงเซิงยั้ต (Tan Son Nhat International Airport) สนามบินเค้าดูเงียบๆ เรียบง่าย ไม่วุ่นวายดี 


ผ่านตม. ออกมารับกระเป๋าแล้วเจอร้านแลกเงินก็เอาเงิน USD ที่แลกมาไปแลกเป็น VND (เวียดนามด่อง) ซักหน่อยเพื่อให้มีเงินขึ้นรถเมล์ เทียบค่าเงินแบบง่ายๆ 100,000 ด่อง=150 บาท หรือ เอาจำนวนเงินด่อง คูณด้วย  0.0015 ออกมาเป็นเงินไทยบาทค่ะ


พอออกมาจากประตูสนามบินมองไปทางขวา 45 องศา จะเห็นรถเมล์สาย 152 จอดอยู่  ถ้าไม่เห็นก็ถามเจ้าหน้าที่เค้าได้ค่ะ รถจะมาเทียบจอดทุก 30-45 นาที


ขึ้นรถเลยพร้อมกระเป๋าสัมภาระนั่งลำบากนิดหน่อย รถปรับอากาศแต่เก่าทนเอานิดรสชาติชีวิตมาแล้ว ขึ้นไปหยอดเงินตรงกล่องหน้าคนขับ เราทำงงก็จะมีเด็กรถคอยบอกว่าค่ารถคนละ 4,000 ด่อง หยอดลงไปเลยค่ะ (เค้าทอนได้ถ้าไม่ได้หยอดธนบัตร 1 ล้านด่อง)


รถบัสออกแล้วนั่งชมเมืองเพลินๆ เอ๊ะแล้วเราจะลงป้ายไหน มองป้ายรถเหนือประตู  ป้ายไหนใกล้ที่พักที่สุดก็ไม่รู้ ตัดสินใจถามนักเรียนที่นั่งข้างๆ ชี้ให้เค้าดูในแผนที่ว่าเราอยากลงบริเวณตลาดบินถั่นจุดไหนใกล้โรงแรมเราที่สุด เราเชื่อนักเรียนบอกให้ลงป้าย PHAM HONG THAI แล้วน้องนักเรียนก็ช่วยบอกเด็กรถไว้ให้ว่าเราจะลงป้ายนั้น 


แล้วก็นั่งชมวิวบ้านเมืองเค้าไปพลางๆ เป็นอาคารผอมๆ สูงๆ แบบนี้ค่ะ อ่ะ มีรถคู่บ่าวสาวผ่านมาให้ถ่ายรูปด้วย


ไม่นาน ประมาณ 30-40 นาที พอผ่านวงเวียนที่มีอนุสาวรีย์แรกแสดงว่าใกล้ถึงแล้วค่ะ  แล้วเด็กรถเมล์ก็บอกเราว่าถึงป้ายที่เราอยากลงแล้ว  เราก็ลงหุหุ ลงแล้วมองซ้ายมองขวาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหนตัดสินใจถามฝรั่งที่จอดมอเตอร์ไซด์อยู่ตรงนั้น  เค้าก็บอกทางให้อ๋อแล้วทีนี้  แทรกแผนที่กันเลยดีกว่าจะได้เข้าใจค่ะ



1.หน้าตลาดบินถั่น
2.Halo Hotel ที่พัก
3.ร้าน Pho 2000
4. War Museum (พิพิธภัณฑ์สงคราม)
5. Independence Palace (ทำเนียบแห่งการรวมตัวกันใหม่)
6. ห้าง Daimond Plaza
7. Notre Dame Cathedral (โบสถ์โนทเตรอะดาม)
8. HCMC Central Post Office (ที่ทำการไปรษณีย์กลางนครโฮจิมินห์)
9. ร้าน NYDC
10. ห้าง Vincom Center (ตึกด้านหลัง)
11. ห้าง Parkson
12. Saigon Opera House
13. ห้าง Vincom Center (ตึกด้านหน้า)
14. Tran Nguyen Hai Statue (จัตุรัสโฮจิมินห์)
15. Rex Hotel
16. Ho Chi Minh People’s Committee Hall (ที่ทำการของคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์)
17. ห้าง Opera View
18. Thoung Xa Tax Shopping Centre
19. Saigon Centre และ Saigon Square
20. Museum of Ho Chi Minh City (พิพิธภัณฑ์นครโฮจิมินห์)
21. ร้าน ngon Restaurant
22. Saigon Skydeck
23. Ho Chi Minh Museum (พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์)
24. ร้าน Pho 24
25. Mariamman Hindu Temple (วัดแขก)

จุดที่เราลงรถเมล์เป็นป้ายก่อนถึงตลาดบินถั่น 1 ป้าย (เราอาจจะลงเร็วไป) ในแผนที่คือตรงจุดที่เป็นสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกติดกับ Park พื้นที่สีเขียวค่ะ  ไม่เป็นไรลงมาแล้วนี่ลากกระเป๋าข้ามถนนเดินไปตามถนน Truong Dinh  ผ่านไป 2 แยก เลี้ยวขวาเข้าถนน Le Thanh Ton เดินตรงต่อไปก็จะเจอตลาดผลไม้และดอกไม้ขวามือ (ด้านหลังตลาดบินถั่น) ด้านซ้ายเจอถนน Thu Khoa Huan แล้วเลี้ยวไป 50 เมตรก็จะเห็นป้ายโรงแรมเลยค่ะ (รอดตายไม่หลงแล้ว)


check in โรงแรม Halo Hotel (หมายเลข 2) เก็บสัมภาระนั่งพักให้หายร้อนซักหน่อย
ส่วนต้อนรับและรับประทานอาหารของโรงแรมค่ะ



ไปดูห้องพักกันบ้าง



เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบค่ะ ห้องแคบไปนิดแต่คิดว่าคุ้มค่านะคะ จอง 2 คืนมาในราคา USD 64 พร้อมอาหารเช้า มี wifi free 24 ชม.ค่ะ  จอง Halo Hotel กับ Agoda-คลิก->>

รวมระยะทางที่ลากกระเป๋าจากป้ายรถเมล์มาโรงแรมจริงๆก็น่าจะซัก 300-400 เมตร แต่รู้สึกไกลเพราะอากาศร้อน และฟุตบาทบ้านเค้าก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยในการลากกระเป๋าเท่าไหร่  พักหายเหนื่อยแล้วไปหาข้าวทานกันดีกว่า เดินออกมาจากโรงแรมมาด้านข้างตลาดบินถั่นร้าน Pho 2000 ที่หมายเลข 3 ในแผนที่ค่ะ มองไปที่วงเวียนหน้าตลาดบินถั่นก็จะวุ่นวายด้วยรถมอเตอร์ไซด์อย่างนี้ค่ะ เวลาข้ามถนนที่นี่ก็ให้ค่อยๆก้าว อย่าวิ่งค่ะ รถเยอะมาก จะได้ยินเสียงบีบแตรบ่อยๆ  มองไกลๆ ตึกสูงรูปร่างสวยทางซ้ายมือก็คือ Saigon Skydeck ค่ะ


หันกลับมาที่ร้าน Pho 2000 ร้านนี้อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เคยมารับประทานมีรูปหราเลย ระดับราคาอาหารจานเดียวหรืออาหารทานเล่นก็ประมาณ 50,000-80,000 ด่อง 



สั่งเลย น้ำมะพร้าวสด 2 ลูก ลูกละ 25,000 ด่อง  ผัดเนื้อน้ำมันหอยกับเต้าหู้ราดข้าว 60,000 ด่อง ข้าวนิ่มอร่อยทีเดียว ก๋วยเตี๋ยวทะเล 75,000 ด่อง  และป่อเปี๊ยกุ้งทอด 55,000 ด่อง  รวมมื้อนี้หมดไป 233,000 ด่อง หรือ 350 บาท สำหรับสองคน 



อิ่มแล้วเดินออกจากร้านเลี้ยวซ้ายก็จะเห็นร้าน Pho 24 ในแผนที่ก็ตำแหน่งหมายเลข 24 ค่ะ น่าท่านไม่แพ้กันไว้จะมาลองวันกลับ  ถัดไปก็จะมีร้านรับแลกเงินหน้าตาแบบนี้ค่ะ


แลกเงินเสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นดูสินค้าเช็คราคาของฝากในตลาดบินถั่นกัน  ลักษณะก็จะเหมือนตลาดจตุจักรบ้านเรา


มีโซนส่วนหน้าเป็นสินค้าที่ห้ามต่อรองราคาก็จะมีป้ายนี้อยู่เหนือศรีษะให้เห็นกัน 


แต่ถ้าด้านในก็จะต่อรองราคากันได้ปกติค่ะ  ส่วนท้ายตลาดเป็นร้านอาหารสามารถนั่งทานได้ไม่แพง  ทะลุไปอีกเป็นตลาดสด และตลาดดอกไม้/ตลาดผลไม้ 


แล้วเราก็เดินกลับมาถึงโรงแรมประมาณ 13.30 น. ติดต่อเจ้าหน้าที่โรงแรมเพื่อซื้อทัวร์แบบเต็มวันไปอุโมงค์กู๋จี่ในราคา USD 20 ต่อคน (รวมค่ารถ+ค่าไกด์+ค่าอาหาร+น้ำดื่ม 1 ขวด+ค่าเข้าสถานที่) จ่ายเงินซื้อทัวร์แล้วพนักงานแจ้งเราว่าให้รุ่งขึ้นลงมาทานอาหาร 7.00 น. จะได้ทันเวลารถทัวร์มารับ  แล้วเราก็ให้พนักงานเรียกแท็กซี่เพื่อไป  War Museum ตกลงค่าแท็กซี่กันที่ราคา USD 2  ไม่ไกล ระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที ก็มาถึง War Museum (พิพิธภัณฑ์สงคราม) หมายเลข 4 ในแผนที่ เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 7.30-12.00 น. และ 13.30-16.30 น. จ่ายค่าเข้าคนละ VND 15,000 แล้วเดินหลบร้อนเข้าไปด้านใน


เริ่มที่ชั้น 1 มีห้องแสดงภาพระบายสีของเด็กๆ ต่อด้วยภาพถ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีโฮจิมินห์



ขึ้นไปที่ชั้นสองมีการจัดแสดงอาวุธ ประวัติการทำสงคราม ซากเครื่องบิน ภาพความเสียหายจากสงครามในช่วงปี ค.ศ.1954-1973 ความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามายึดครองหนุนหลังรัฐบาลเวียดนามใต้ต่อสู้กับเวียดนามเหนือซึ่งใช่งบประมาณทางการทหารจำนวนมากเป็นเวลาหลายปี ประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธทันสมัยแต่ก็ไม่สามารถชนะสงครามเหนือประเทศเล็กที่รบด้วยมือเปล่าและอาวุธล้าสมัยได้น่าทึ่งจริงๆ แต่เวียดนามเองก็ต้องบอบช้ำอย่างที่สุดโดยเฉพาะประชาชน 



ส่วนชั้น 3 เป็นภาพความเสียหายของประชาชนที่ได้รับอาวุธเคมีหรือฝนเหลือง(Agent Orange) ที่สหรัฐอเมริกาโปรยลงมาซึ่งสารพิษไดออกซินในฝนเหลืองนี้ทำให้เกิดความเจ็บป่วยอย่างรุนแรงกับร่างกายมนุษย์เพียงเพื่อให้พบฐานที่มั่นของพวกเวียดกง ใครได้ขึ้นมาชั้นนี้รับประกันว่าดราม่า เป็นภาพที่สลด หดหู่มากที่ชาวเวียดนามต้องพิการอย่างรุนแรงเป็นจำนวนมากและเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี อีกทั้งการตามหาญาติที่สูญหาย อินมากๆค่ะชั้นนี้ สลด น้ำตาซึมกันเลยทีเดียว



ดูแล้วสะเทือนใจมาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามสงครามที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้นำทั้งสองฝ่ายในขณะนั้นได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับทั้งสองประเทศและเพื่อนร่วมโลก ผลที่ตามมามันรุนแรงเกินกว่าที่จะประเมินได้ ไม่ว่านักท่องเที่ยวชาติใดที่ขึ้นมาดูก็ต้องรู้สึกสะเทือนใจไปตามๆกัน  ไปต่อเรื่องท่องเที่ยวดีกว่าเดี๋ยวจะบานปลายดราม่าไม่จบ  ดูครบ 3 ชั้นแล้วเราก็ลงมาดูรถถังและเครื่องบินรบที่จัดแสดงอยู่หน้าอาคารโดยรอบ


แล้วเราก็เดินออกประตูหน้าเลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอีกสองแยก แล้วเลี้ยวขวาที่ถนน Nam Ky เพื่อเดินต่อไปอีกสองแยกก็ถึง Reunification Palace หรือ Independence Palace (ทำเนียบแห่งการรวมตัวกันใหม่) หมายเลข 5 ในแผนที่ค่ะ เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 7.30-11.00 น.และ 13.00-16.00 น.  ซื้อตั๋วเข้าชมคนละ VND 15,000


เป็นสถานที่เดินชมแบบสบายๆ สร้างขึ้นเพื่อจำลองทำเนียบนโรดมที่ทำการของประธานาธิบดีเวียดนามใต้ในช่วงสงครามเวียดนามตั้งแต่ครั้งฝรั่งเศสแพ้ที่เดียนบินฟู ค.ศ.1954 และได้ลงนามในอนุสัญญาเจนีวาถอนกำลังออกจากเวียดนามโดยแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศคือเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ต่อมาปี ค.ศ. 1962 คณะรัฐประหารทิ้งระเบิดสร้างความเสียหายแก่อาคารด้านซ้าย ประธานาธิบดีโงดินเดียมจึงสั่งให้รื้อสร้างอาคารใหม่ ต่อมาสมัยประธานาธิบดีเหวียนวังถิ่วได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1975 รถถังของคณะรัฐประหารได้ทลายกำแพงประตูทางเข้าเพื่อยึดครองเมืองไซ่ง่อนโดยสมบูรณ์รวมระยะเวลา 30 ปีที่ชาวเวียดนามได้มีเอกราชและรวมกันเป็นหนึ่งเดียวสมความตั้งใจของประธานาธิบดีโฮจิมินห์  ภายในมีห้องประชุม ห้องรับรอง ห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ ห้องสื่อสาร  จะมีไกด์อธิบายฟรีเป็นรอบๆ เราก็เดินตามกลุ่มใหญ่ๆเค้าไปค่ะ 




เสร็จแล้วเดินออกประตูหน้าตรงดิ่งไปเลยเป็นถนน Le Duan เดินไปก็จะเจอโบสถ์โนทเตรอะดาม (Notre Dame Cathedral) อยู่ด้านขวามือเป็นหมายเลข 7 ในแผนที่ และหมายเลข 6 ด้านซ้ายมืออาคารกระจกสีฟ้าเป็นห้าง Daimond Plaza เราเลือกเข้า Daimond Plaza ขอเข้าไปเช็คราคาสินค้าในห้างซักหน่อย  ระดับราคาสินค้าเครื่องสำอางเคาน์เตอร์ก็ใกล้เคียงบ้านเรา มีเพียงบางชิ้นที่ถูกกว่า 


แล้วก็เดินออกข้ามถนนมาโดยโบสถ์อยู่ขวามือพอเดินใกล้ถึงหน้าโบสถ์ด้านซ้ายมือหมายเลข 8 ในแผนที่เป็น HCMC Central Post Office (ที่ทำการไปรษณีย์กลางนครโฮจิมินห์) เปิดทุกวัน 7.00-20.00 น. เข้าชมฟรี  เราก็เดินเข้าไปรษณีย์ก่อน


ที่นี่สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1886-1891 ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย กุสตาฟ ไอเฟล คนเดียวกันกับที่ออกแบบสร้างหอไอเฟลอันโด่งดังที่ฝรั่งเศสค่ะ  ปัจจุบันที่นี่เป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ภายในมีภาพแผนที่เมือง แผนที่ทางทะเล  (ตู้โทรศัพท์เป็นตู้ไม้แบบโบราณเก๋ไก๋เค้าอนุรักษ์ไว้ค่ะ)  เข้าไปถ่ายรูป ดูบรรยากาศ นั่งพักซัก 15 นาที


แล้วก็ออกมาเพื่อเดินข้ามไปบริเวณหน้าโบสถ์โนทเตรอะดาม เปิดให้เข้าฟรี วันจันทร์-เสาร์ 8.00-10.30 น. และ 15.00-16.00 น. วันอาทิตย์ 05.30-06.30 น. , 7.30-9.30 น. และ 16.00-18.30 น.  ถ่ายรูปบริเวณหน้าโบสถ์  แดดร่มลมตกพอดี 17.00 น. จะเข้าโบสถ์เค้าปิดซะแล้ว มัวแต่เอ้อระเหยเลยอดเข้าไปดูด้านในเลย 


หิวแล้วเดินต่อข้ามถนนมาจุดหมายเลข 9 ของแผนที่ เป็นอาคารที่มีร้านอาหาร NYDC อยู่เข้าไปหาอะไรทานและนั่งพักกันก่อน  เป็นร้านแฟรนไชส์ต่างชาติจำหน่ายอาหารแบบตะวันตก (มี wifi ค่ะร้านนี้)


เราก็เลือกสั่ง ซี่โครงหมูอบ (Piggy Back) จานนี้ราคา 199,000 ด่อง  Bake Prawn กับสปาเก็ตตี้ จานนี้ราคา 139,000 ด่อง (เน้น Spicy) แล้วก็เครื่องดื่มเป็น Ice Fruity Peach ราคา 85,000 ด่อง



สองคนทานกันอิ่มแปล้ อร่อยดีทีเดียวค่ะร้านนี้ มื้อนี้หมดไป 487,300 ด่อง หรือประมาณ 731 บาท ออกจากร้านก็มืดแล้ว 18.30 น. เลี้ยวขวาแล้วเดินไปตามถนน Dong Khoi ประมาณสองแยกเราก็จะเห็นตึก สูงสีฟ้า ด้านซ้ายมือ อาคาร Vincom Center หมายเลข 10  และด้านขวามือหมายเลข 13 เป็นตึกสีขาว ก็เป็น Vincom Shopping Center เช่นกัน เราเลือกเข้าอาคารสีฟ้าหมายเลข 10 ก่อน เดินเข้าไปสำรวจว่ามีร้านรวงอะไรบ้าง


ไม่มีร้านไหนลดราคาเลยจนมาเจอป้าย ZARA Big Sale แบบนี้พลาดได้ไง เดินเข้าไปร้านชื่อ F Fashion Outlet ภายในมีสินค้า ZARA ในราคาปกติซึ่งก็เท่ากับราคาบ้านเรา และมีส่วนที่จัด Big Sale ชิ้นละ 95,000-195,000 ด่อง (หรือ 143-293 บาท) ดูจากป้ายแล้วเป็น ZARA Woman หรือ ZARA Basic made in Turkey และ Morocco พิจารณาแล้วว่าเป็นของแท้แน่แล้วราคาแบบนี้พลาดได้ไงจัดไปค่ะ เสื้อยืด กระโปรงทำงาน กระโปรงใส่เล่น 


ได้ของแล้วก็เดินออกห้างประตูข้างติดกันเลยเดินไปต่อกันที่ห้าง Parkson หมายเลข 11 ในแผนที่ เดินเช็คราคาสินค้า


เจอรองเท้า NINE  WEST ลดราคา 30%-50% คู่แรก มีแบบให้เลือกเยอะมากสวยไปหมด  พนักงานแจ้งว่าเมื่อซื้อคู่ที่สองได้ลด 70% ด้วยอย่างนี้ไม่ซื้อไม่ได้แล้วจัดไปคนละคู่เอาส่วนลดมาหารกัน ถูกใจสุดๆ เพราะบ้านเราเวลาลดราคามีอยู่ไม่เกิน 10 แบบ ไซด์ก็หมด  ห้างสรรพสินค้าที่เดินผ่านมาทุกห้างวันนี้เค้าจัดโปรโมชั่นซื้อสินค้าครบทุก 1,000,000 ด่อง รับ Voucher เป็นเงินสดคืน 100,000-150,000 ด่อง ทุกห้างเลยค่ะ  ซื้อรองเท้าเสร็จแล้วก็เดินออกมาด้านหน้าห้าง เลี้ยวซ้ายติดกันหมายเลข 12 เป็น Saigon Opera House (ไซ่ง่อนโอเปราเฮาส์) เป็นโรงละครสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส จะเปิดเมื่อมีการแสดงภายในค่ะ  เลยได้แต่ถ่ายรูปความงามด้านนอก 


แล้วตรงหน้าถนนนี้เป็นแยกใหญ่เรียกว่าจัตุรัสลามเซิน  ถ้าหันหลังให้โอเปราเฮาส์  ไล่จากขวามือก็จะเป็นห้าง Vincom Shopping Center อาคารสีขาวที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม (หมายเลข 13)


ถัดไปจะเห็น Rex Hotel ไฟสวยงาม (หมายเลข 15)


แล้วระหว่างตรงกลางของอาคาร Vincom Shopping Center กับ Rex Hotel มีส่วนหย่อมเล็กๆ มีรูปปั้นของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ (หมายเลข 14) ตรงนี้เค้าเรียกว่า Tran Nguyen Hai Statue (จัตุรัสโฮจิมินห์) ถัดไปด้านหลังเป็นหมายเลข 16 เป็นอาคารสีเหลืองคือ Ho Chi Minh People’s Committee Hall (ที่ทำการของคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์) ทีนี้มองมาด้านขวามือถนน จะเห็นห้าง Opera View มี shop ของ Louis Vuitton อยู่ คือ หมายเลข 17


และต่อด้วยหมายเลข 18 เป็น Thoung Xa Tax Shopping Centre


และหมายเลข 19 เป็น Saigon Centre และ Saigon Square


ซึ่งจากหน้า Opera House เราเลือกข้ามถนนมาด้านซ้ายไปตาม ถนน Le Loi เดินผ่านหมายเลข 17, 18 และ 19 แล้วตรงดิ่งไปเรื่อยๆ ก็จะเจอวงเวียนหน้าตลาดบินถั่น ด้านในตลาดที่เดินตอนกลางวันปิดแล้ว ขณะนี้ประมาณสองทุ่มครึ่งแล้วเราก็เดินไปข้างตลาดบินถั่นก็มีของมาขายตอนกลางคืนและมีแผงขายอาหาร 


เดินทะลุไปด้านหลังตรงหัวมุมถนนมีผลไม้สดปอกขายราคาเทียบแล้วประมาณ 35-40 บาท ซื้อขนุนกับมะม่วงกลับไปกินที่โรงแรม Halo Hotel ที่หมายเลข 2 อาบน้ำพักผ่อน



วันที่ 2
7.00 น. พร้อมลงมารับประทานอาหารเช้า โดยให้เลือกจานหลักได้ 1 จานและเครื่องดื่ม 1 อย่าง เราเลือกเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อกับน้ำส้ม(แบบชง) รสชาติพอใช้ได้ แต่จืดไปหน่อยมองหาเครื่องปรุงไม่มี ไม่เป็นไร กินจนหมดเพราะวันนี้ต้องเดินทางไกลออกนอกเมือง  ของเพื่อนเป็นกาแฟร้อน กับเฝอไก่ เส้นเหมือนวุ้นเส้น รสชาติอร่อยแต่จืดพอกัน 


7.45 น. พนักงานก็เดินมาเรียกให้ไปขึ้นรถทัวร์มารับ  พาเราไปลงที่ Agent ทัวร์ย่านไหนก็ไม่รู้ แล้วก็พาเดินต่อไปอีกนิดขึ้นรถทัวร์ออกไปรับลูกทัวร์ท่านอื่นวนอยู่ในเมืองเปลี่ยนรถ 3 รอบ (เริ่มน่าเบื่อแล้ว) สุดท้ายได้ออกจากเมืองเกือบ 9 โมง ไกด์ทัวร์ก็แนะนำตัวว่าชื่อ Thong (ลุงทอง) เล่าถึงประวัติการเป็นไกด์ทัวร์มายาวนาน แจ้งโปรแกรมการเดินทาง ประมาณด้วยสายตามีลูกทัวร์ทั้งหมดเกือบ 20 คนในรถคันนี้ 


จุดแรกที่เราจะไปคือ จุดพักรถ (งง ไม่มีอยู่ในโปรแกรมเที่ยวซะหน่อย) อ่ะนะ ขับรถออกนอกเมือง แล้วก็เข้าซอยลึกลับเพื่อลงจุดพักรถเป็นโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ 10.00 น. เค้าให้เราลงไปเข้าห้องน้ำ ดูสินค้า ก็เดินไปตามเค้า (มีรถคณะทัวร์หลายคันมาค่ะไม่เหงาแน่)


ดูพนักงานนำไม้มาทำเป็นลวดลายด้วยสี , เปลือกไข่, หรือฝังมุก  แล้วก็เดินเข้าไปด้านใน มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ให้เลือกซื้อ


อันนี้เป็นภาพทำจากเปลือกไข่ค่ะ


ประมาณ 10.40 น. เดินไปขึ้นรถช้ากว่านัดหมายเพราะหารถไม่เจอ จนลุงทองไกด์คนเก่งต้องเดินไปตามหาเรา  พอขึ้นรถเพื่อนร่วมทัวร์ปรบมือให้หน้าร้อน อายเล็กน้อย หุหุ (ขอโทษค่ะต่อไปจะไม่ผิดเวลาแล้วค่ะcrying)  แล้วรถก็ออกเดินทางต่อไป 12.00 น. ถึงวัดกาวได่ (Cao Dai Temple) ซึ่งห่างจากตัวเมืองโฮจิมินห์ไปทางทิศเหนือประมาณ 96 กิโลเมตร เป็นสถานที่ทางศาสนกิจของผู้นับถือลัทธิกาวได่


ในเวียดนามมีผู้นับถือประมาณ 2 ล้านคน  ซึ่งผสมผสานหลักคำสอนของหลายศาสนา  โดยมีสัญลักษณ์รูปดวงตา 


เข้าไปชมสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมโดยนักท่องเที่ยวต้องอยู่บริเวณหน้าประตูหรือเดินขึ้นบันไดไปมองจากชั้น 2 ลงมา ดูไปก็คล้ายๆ การสวดมนต์นั่นเองค่ะ แต่สถาปัตยกรรมแปลกดี


ส่วนนี่เป็นเหมือนอนุสรณ์อะไรซักอย่างแต่ไม่มีป้ายบอก ช่วงมีพิธีกรรมก็ห้ามเดินเข้าไปใกล้ด้วยสิ 


แล้วเราก็ออกมาขึ้นรถตามเวลานัดหมายเพื่อไปอุโมงค์กู๋จี่ ระหว่างทางประมาณ 13.30 น. เค้าจอดให้ทานอาหารที่ร้านนี้ค่ะ 


เราเลือกทานข้าวไก่ทอด ราคา 60,000 ด่อง  ส่วนเพื่อนเลือกเป็นข้าวปลาทอด 60,000 ด่อง  รสชาติจืด แต่ก็ทานแบบกันตาย จุดนี้ลุงทองแอบเอาเงินมาคืนเราคนละ 50,000 ด่อง เพื่อให้เราจ่ายค่าอาหารส่วนเกินเอาเอง  


ทานอาหารเสร็จก็ขึ้นรถต่อไปถึงอุโมงค์กู๋จี่ (Cu Chi Tunnel) ไปถึงเวลา 15.00 น. ที่นี่เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 9.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 75,000 ด่อง ลุงทองก็ไปจัดการซื้อตั๋วให้พวกเรา  แล้วเราก็เดินตามลุงทองไกด์คนเก่งไป ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองโฮจิมินห์ไปทางทิศเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร


สร้างโดยฝ่ายเวียดมินห์ประมาณ ค.ศ.1940 เป็นที่มั่นหลักของเวียดกงในการต่อสู้กับรัฐบาลเวียดนามใต้ที่มีฝรั่งเศสและอเมริกาหนุนหลัง  กองกำลังแบบกองโจรหลบตัวอยู่ในป่าแห่งนี้นานถึง 30 ปี ในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของเวียดนาม  เมื่อสหรัฐอเมริกาโปรยฝนเหลืองเผยให้เห็นที่ซ่อนในป่า  ทำให้เวียดกงต้องใช้ยุทธิวิธีหลบลงใต้ดินด้วยการสร้างอุโมงค์ลึกเป็นเครือข่ายความยาว 250 กิโลเมตร น่าทึ่งจริงๆค่ะมีทางออกไปยังแม่น้ำไซ่ง่อน  ภายในมีห้องประชุม โรงเรียน คลังอาวุธ ห้องพยาบาล   การอยู่ใต้ดินนี้เองเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ทำให้เวียดนามชนะสงคราม  เริ่มจากพามาดูหลุมกับดัก หลุมซ่อนตัว สำหรับหลบภัย การทำกับดักแบบกองโจร 




ไปต่อที่ส่วนยิงปืนหากใครต้องการทดลองฝีมือ และร้านขายของที่ระลึก


แล้วก็อุโมงค์ที่จำลองให้เราลงไปในระยะทางแค่ไม่ถึง 50 เมตร มีทางออก 6 ทาง หากนักท่องเที่ยวต้องการทดลองลงไป (คำเตือนหากสุขภาพไม่แข็งแรงอย่าลงไปนะคะ)  อ่ะเห็นคนอายุ 50 กว่าเค้าลงเราก็ลงบ้าง


ลงไปแล้วต้องเดินแบบย่อตัวเพราะความสูงของอุโมงค์แค่ประมาณครึ่งลำตัวเราเท่านั้นค่ะ ความลึกนั้นลงไปถึง 3 ระดับ ตามแสงไฟ ตามคนหน้าไป พอเริ่มรู้สึกอึดอัดก็ถึงทางออกพอดีค่ะ ต้องปีนขึ้น 3 ระดับ แล้วก็ ขึ้นบันไดอีกทีสู่ปากหลุม 



ลงไปแค่ไม่ถึง 10 นาที ยังรู้สึกอัดอัดขนาดนี้ คนเวียดนาม ทหารเวียดนามนี่ช่างอดทนจริงๆค่ะ  พอขึ้นมาลุงทองก็พาลูกทัวร์ไปนั่งพักแล้วก็เสิร์ฟด้วยน้ำชา มันนึ่ง จิ้มกับผงซึ่งมีส่วนผสมของ งา, เกลือ, ถั่วป่น, น้ำตาล ประมาณนี้ ก็ได้รสชาติดีเป็นอาหารที่ทหารเค้าต้องกินกันในยามสงคราม 


แล้วเราก็เดินต่อไปจุดสุดท้ายเป็นหนังขาวดำ  เล่าถึงประวัติของอุโมงค์กู๋จี่และยุทธวิธีรบแบบกองโจรของเวียดนามค่ะ 


และนี่คือภาพจำลองอุโมงค์กู๋จี่ที่มีความลึก 3 ระดับ มีทางออกแม่น้ำไซ่ง่อน มีปล่องเล็กๆ เป็นระยะเพื่อระบายอากาศ เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยจากระเบิด และชนะสงครามประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาค่ะ  


เฮ้อ 2 วันนี้ไม่ได้ไปรบจริงไม่ได้อยู่ท่ามกลางสงครามก็ยังเกลียดสงครามเลย ทั้งทหาร ทั้งประชาชน ต้องอดทน ยากลำบาก บอบช้ำทั้งสองฝ่าย พี่น้องร่วมชาติและร่วมโลกคะ รักกันไว้เถิดค่ะ 

เสร็จแล้วเราก็ไปขึ้นรถบัสกลับตัวเมืองโฮจิมินห์กันค่ะ  รถบัสมาจอดป้ายแรกที่ด้านหลังตลาดบินถั่น ใกล้โรงแรมเราเลย พอลงเราก็กล่าวลาเพื่อนร่วมทริป แยกย้ายค่ะ  แล้วเรากับเพื่อนก็เดินไปหาร้านอาหารเวียดนามที่ฮิตที่สุดกันค่ะ Ngon Restaurant (ร้านงอน) เดินไม่ไกลค่ะจากถนนโรงแรมที่พักหมายเลข 2 เดินขึ้นไปเจอถนน Ly Tu Trong เลี้ยวขวาเดินต่อไปอีกซัก 3 แยกเจอถนน Pasteur เลี้ยวซ้าย ร้านอยู่ขวามือเลยค่ะ หมายเลข 21 ในแผนที่ค่ะ
แทรกแผนที่อีกซักที


สังเกตง่ายมาก ร้านเป็นอาคารสีเหลือง มีต้นลีลาวดีหน้าร้านเยอะๆ และตอนเย็นมีคนยืนออหน้าร้านเยอะมาก 


มา 2 คนหาโต๊ะง่ายไม่ต้องรอคิว สั่งเลยค่ะ (ทำไงดีรูปก็ไม่มี) โชคดีพกหนังสือไป เลยชี้ให้เค้าดูรูป แล้วก็บอกว่าขอแหนมเนือง  แล้วเราก็ได้มาค่ะ
จานแรกมาแล้ว ก๋อยก๊วน หรือ ป่อเปี๊ยะสดกุ้ง แป้งยังไม่โดนน้ำก็จะแข็งกว่าบ้านเราหน่อยค่ะ จานนี้  2 ชิ้น 30,000 ด่อง 


ต่อด้วย โตมสูฮับเหยื่อย (กุ้งนึ่งมะพร้าว) จานนี้วางแล้วซักพักพนักงานเค้าจะใส่ถุงมือมาแกะเปลือกกุ้งให้นะคะ น่ารักมากเลย กุ้งสดไปลวกในน้ำมะพร้าวหวานอร่อยจับใจทานกับผัก ราคา 180,000 ด่อง


ต่อด้วยแหนมเนืองพร้อมผัก ราคา 135,000 ด่อง ดีที่ไม่ได้สั่งอย่างอื่นเยอะเพราะแค่นี้ก็ทานแทบไม่หมด รสชาติอาหารถือว่าอร่อยทีเดียว  แต่ถ้าเทียบกับบ้านเราก็ต้องขอพริกสด กับกระเทียบสด เพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ ขอไป 2 ครั้งคิดราคา 4,000 ด่อง แต่แป้งแหนมเนืองบ้านเค้าไม่ต้องแช่น้ำนะคะ ไปปล่อยไก่ถามหา เค้าบอกว่าเค้ากินกันแบบนี้มองโต๊ะอื่นก็จริงด้วยแฮะ แป้งไม่แช่น้ำรู้สึกว่าแข็งไปหน่อยแต่พอโดนน้ำจิ้มซักพักก็นิ่มค่ะ(เทคนิคการกิน) 




เครื่องดื่มเป็นน้ำมะม่วง กับ โกโก้เย็น แก้วละ 45,000 ด่อง ค่ะ ทานอิ่มแล้ว สั่งขนมหวานเป็น เหมือนลอดช่อง 1 แก้ว แล้วก็ขนมกล้วยเหมือนบ้านเราแต่ทำหน้าตาน่าทานราดด้วยน้ำกะทิโรยงา นุ่มอร่อยดี 


มื้อนี้หมดไป 439,000 ด่อง อร่อยถูกและดีแบบนี้นี่เองเค้าถึงมากินกัน  ทานเสร็จสองทุ่มเราก็เดินต่อไปที่ Vincom Shopping Center ตึกสีขาวที่หมายเลข 13 อีกครั้งเพื่อเดินลงไปชั้นล่างสุด  ดูของใน Supermarket มาเป็นของฝาก ตรงหน้า Supermarketมีร้านขนมปังร้านนี้น่าทานมากซื้อมาเก็บไว้ทานตอนเช้า


ได้ของครบแล้วเราก็เดินออกจากห้างมาที่ จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue) หมายเลข 14  และด้านหลังที่เป็นอาคารสีเหลืองคือ Ho Chi Minh People's Commitee Hall หมายเลข 16 ถ่ายรูปบรรยากาศยามค่ำคืน


แล้วก็ข้ามถนนไปยังโรงแรม Rex Hotel หมายเลข 13 เห็นมีงานจัดแสดงอะไรซักอย่างเข้าไปดู มีฟักทองลูกเท่ากระบุง  แล้วก็นกยูงตัวใหญ่ที่ถูกแกะสลักด้วยฟักทอง (วันที่ 26 ต.ค.2555 ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวอะไรกับเทศกาลฮาโลวีนรึเปล่า)


แล้วก็เดินออกมาที่ถนนหลังโรงแรม Rex Hotel เป็นถนน Le Thanh Ton เดินตรงดิ่งไปก็เจอหลังตลาดบินถั่น เข้าซอยโรงแรมกลับไปพักผ่อน  



วันที่ 3 ตื่นเช้ามาแบบสบายๆ ลงมาทานอาหารเช้า 8.00 น. วันนี้เลือกน้ำส้ม(แบบชง) กับ มาม่าผัดเนื้อ วันนี้อร่อยทีเดียวรสชาติออกเค็มกำลังดี  มีรสเผ็ดพริกไทยนิดหน่อย ของเพื่อนเป็นกาแฟร้อนกับขนมปังและไข่ม้วน 


แล้วก็แจ้งพนักงานให้ช่วยเรียกแท็กซี่ราคา USD 3 ไปส่งที่ Ho Chi Minh Museum (พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์สาขานครโฮจิมินห์) เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) เวลา 7.30-11.30 น. และ 13.30-17.00 น. ค่าเข้าชม 15,000 ด่อง อยู่มุมล่างขวาสุดของแผนที่เลยค่ะ หมายเลข 23  เป็นอาคารสีส้มอยู่ริมแม่น้ำไซ่ง่อน


สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1863 เป็นจุดที่โฮจิมินห์ขณะนั้นอายุ 21 ปี ลงเรือออกจากเวียดนามไปฝรั่งเศส ไปทำงาน ศึกษาต่อ และเดินทางไปหลายประเทศก่อนที่จะกลับมาต่อสู้เพื่อรวมเวียดนามเป็นประเทศ ภายในเป็นอาคาร 3 ชั้น จัดแสดงประวัติ, สุนทรพจน์, ภาพศิลปะ และบทความที่เกี่ยวกับประธานาธิบดีโฮจิมินห์  ด้านหน้ามีรูปปั้นวัยหนุ่มของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ด้วยค่ะ ไปวันที่เด็กๆ เค้าไปทัศนศึกษาพอดีเลย 





ชมเสร็จแล้วเดินออกมาด้านหน้าทำเลเป็นเชิงสะพานไม่รู้ว่าจะเรียกแท็กซี่ตรงไหน ก็มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างเดินมาเสนอข้อเสนอว่าให้เราซ้อนสองเดี๋ยวจะพาไปส่ง สอบถามให้แน่ใจว่าปลอดภัย ไม่โดนตำรวจจับแน่ ตกลงราคา USD 2 ให้ไปส่งหน้าตลาดบินถั่น  แล้วเราก็สวมวิญญาณสาวแว้นที่เวียดนาม เค้าก็ขับพอใช้ได้ไม่ได้แย่อะไร  มาส่งหน้าตลาดบินถั่นตามที่ตกลงกันค่ะ พอลงจากรถเสนออีกว่าถ้าเพิ่มเป็น USD 3 เค้าจะขับพาไปชมรอบเมืองแถวนี้ เราก็ปฏิเสธไป  แล้วเดินเข้าไปในตลาดบินถั่นอีกรอบเก็บตกของฝากแล้วก็เดินทะลุหลังตลาดแวะดื่มอะโวคาโดปั่นแก้วนี้ 30,000 ด่อง (หวานไปนิด)


แล้วเดินกลับโรงแรมประมาณ 11.00 น. พักผ่อนเก็บกระเป๋ารอบสุดท้าย จนเที่ยงลงมา Check out แล้วฝากกระเป๋าไว้ เดินออกไปที่หมายเลข 24 ของแผนที่  ไปทานข้าวที่ร้าน Pho 24 ราคาก็ใกล้เคียงกับร้าน Pho 2000 ค่ะ


เราสั่งโดยชี้ตามรูปค่ะ มีชุดนี้ Vietnamese Four Seasons  ราคา 49,000 ด่อง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ 59,000 ด่อง ส่วนของเพื่อนเป็นข้าวหมูหวานฉีก 45,000 ด่อง



เครื่องดื่มสั่งชาจีนเย็น และของเพื่อนเป็นชุดกาแฟเย็นหน้าตาแบบนี้ค่ะ 34,000 ด่อง


รสชาติอร่อยทีเดียวร้านนี้  โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยว มีพริกปั่นให้ปรุง  มีผักมาให้ 1 จาน มีมะนาวให้บีบ มีพริกสดให้ใส่ เข้าทางเพิ่มรสชาติได้อร่อยเลย (ร้านนี้ก็มี Wifi ค่ะ)  มื้อนี้รวมหมดไป 197,000 ด่อง (ประมาณ 296 บาท)  อิ่มแล้วเราก็เดินเล่นไปที่วัดแขก หมายเลข 25 ในแผนที่ แต่ไม่เปิดค่ะ


เลยเดินกลับไปนั่งเล่นที่โรงแรมซักพักก็เรียกพนักงานให้ต่อรองราคาแท็กซี่ไปสนามบินด้วยราคา USD 8 ประมาณ 30 นาที เราก็ถึงสนามบิน ไปถึงก่อนเวลาเยอะเลยขึ้นไปนั่งเล่นที่ชั่น 3 มีร้านอาหารที่ขอรหัส wifi เล่นได้ฟรี สั่งกาแฟเย็นแก้เก้อซะหน่อย


16.00 น. เค้าเปิดให้ dropped กระเป๋าสำหรับเที่ยวบินกรุงเทพแล้วเราก็ไปต่อคิว  ฝากกระเป๋า ผ่านตม.


ด้านในมีร้าน Duty free แวะดูราคาสินค้าซักหน่อย การตั้งราคาของเค้าต่ำกว่าราคาบ้านเราประมาณ 300-800 บาท ถือว่าถูกกว่าใช้ได้เลย แต่เทียบกับถ้าซื้อบ้านเราแล้วมีบัตรสมาชิก King Power ลด 10% และโปรโมชั่นของแถมก็น่าจะพอๆ กันค่ะ เลยไม่ได้ซื้ออะไร


ไปนั่งรอที่ Gate แล้วก็ขึ้นเครื่องตรงเวลา  แน่นอนเวลาอาหารเย็นหิวเลยสั่งมาม่ากับข้าวกระเพราไก่มาแก้หิว 


กลับถึงสนามบินดอนเมืองตรงเวลาค่ะ ผ่านตม.แล้วจุดรับกระเป๋าก็มีจุดขายของพอให้ได้เสียเงินอีกเล็กน้อยค่ะ


จบแล้วค่ะทริปโฮจิมินห์ จริงๆในตัวเมืองยังมีสถานที่เที่ยวอีกหลายแห่งที่เรายังไม่ได้ไปนะคะ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ, พิพิธภัณฑ์นครโฮจิมินห์, พิพิธภัณฑ์ทหาร, สวนสัตว์, Saigon Skydeck เป็นต้น แต้ด้วยเวลาอันจำกัดจึงต้องเลือกสถานที่ให้สอดคล้องกับเวลาค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกก็จะไปที่ๆยังไม่เคยไปค่ะ  หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านจะสนุกไปกับการเดินทาง หรือน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังจะเดินทางนะคะlaugh

ข้อมูลเพิ่มเติม
1.ประวัติของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และเมืองโฮจิมินห์(โดยย่อ)
ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เท่าที่อ่านประวัติขอเรียกท่านว่า ผู้นำทางความคิดแทนคำว่านักปฏิวัติชาวเวียดนามแล้วกันนะคะ  ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1890 จังหวัดเงอัน ตอนบนของเวียดนาม ขอเรียกท่านสั้นๆ ว่าโฮนะคะ  พ่อของโฮเป็นข้าราชการแต่ก็มักวิจารณ์การบ้านการเมืองภายใต้การปกครองอันยาวนานของฝรั่งเศส  ทำให้พ่อต้องถูกพักงานไปในที่สุด  และต้องร่อนเร่ไปทำงานตามที่ต่างๆ เมื่ออายุ 21 ปี  โฮจิมินห์เรียนพาณิชย์นาวีโดยการเป็นลูกมือในครัว และก็ออกจากประเทศเวียดนามไปยังประเทศต่างๆ  เป็นทั้งลูกมือครัวเรือฝรั่งเศส  ทำงานจิปาถะ เป็นคนล้างจานที่ไชน่าทาวน์ในอเมริกา เป็นเชฟขนมอบในลอนดอน เป็นนักหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศส เป็นต้น   ปี ค.ศ. 1919 ประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา เดินทางมาร่วมประชุมสันติภาพที่แวร์ซายส์พร้อมกับแผนสันติภาพ 14 ข้อ ซึ่งหลักใหญ่คือทุกชาติสมควรมีสิทธิในการตัดสินใจเอง  โฮได้ขอพบเพื่อจะยื่นหนังสือแสดงรายละเอียดว่าฝรั่งเศสได้กดขี่ชาวเวียดนามมาขนาดไหน  แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบหรือแม้แต่ยื่นเอกสาร  ทำให้โฮหันไปหาระบอบคอมมิวนิสต์ ของโซเวียต  ปี ค.ศ. 1920 โฮกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส  ต่อมาได้ถูกส่งตัวไปยังกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนเพื่อช่วยก่อตั้งโครงงานคอมมิวนิสต์  ในปี ค.ศ. 1927 โฮเกือบถูกจับเมื่อเจียงไคเช็คกวาดล้างคอมมิวนิสต์  แต่รอดมาได้และหนีเข้ามาในสยามหรือประเทศไทยโดยปลอมเป็นพระภิกษุในจังหวัดนครพนม   โฮปรากฏตัวอีกครั้งในราวสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝรั่งเศสยึดครองเยอรมัน ในต้นปี ค.ศ. 1941 โฮได้ข้ามชายแดนจีนเข้ามาในเวียดนามเหนือ  และก่อตั้งขบวนการปลดปล่อยเวียดนามในชื่อว่า "เวียดมินห์" และเริ่มใช้ชื่อ "โฮจิมินห์" เป็นครั้งแรก ซึ่งแปลว่า "ผู้ให้แสงสว่าง"  แม้ว่าโฮจะเคยมีชื่อเสียงในหมู่ปัญญาชนเวียดนามจากบทความที่เขียนในต่างประเทศแล้วถูกลักลอบนำเข้ามา  แต่คนส่วนใหญ่ของเวียดนามเป็นชาวชนบทที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก  โฮจึงต้องเข้าหามวลชนด้วยตนเอง  เข้าไปตีสนิทกับชาวบ้านเหมือนคนในครอบครัว  ซึ่งก็คือบทบาทของพ่อของเขาที่เป็นอดีตข้าราชการท้องถิ่นนั่นเอง   เมื่อญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์และเข้ายึดดินแดนต่างๆ ในเอเชีย โฮเดินทางไปยังตอนใต้ของจีนเพื่อขอความช่วยเหลือแต่กลับถูกจับ เพราะเป็นคอมมิวนิสต์และติดคุกอยู่ 14 เดือน   จนได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี ค.ศ. 1943 โฮจึงได้เดินเท้ากลับมายยังเวียดนามเหนือท่ามกลางความประหลาดใจของผองเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่คิดว่าโฮตายไปแล้ว   เมื่อกลับมาโฮได้มีบทบาทสำคัญ  ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค.ศ.1945 เมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนอันเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดช่องว่างในการปกครองเวียดนาม โฮจิมินห์กับโวเหงียนเกี๊ยบเข้าควบคุมเวียดนามเหนือ  โฮประกาศเอกราชที่ฮานอยในวันที่ 2 ก.ย. ปี ค.ศ. 1945  ต่อมาโฮเดินทางไปเจรจาสันติภาพที่ปารีสเพื่อประนีประนอมกับฝรั่งเศส แต่กลับล้มเหลว  ในที่สุดโฮจิมินห์กับโวเหวียนเกี๊ยบก็เข้าป่าไปจับอาวุธสู้กับฝรั่งเศสจนได้ชัยชนะที่เดียนเบียนฟู ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1954 จากนั้นมีการเจรจาสันติภาพที่กรุงเจนีวา  ปรากฏว่าชัยชนะของเวียดมินห์ไม่ได้ทำให้อะไรราบรื่นเมื่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศในช่วงสงครามเย็นทำให้โฮถูกจีนและโซเวียตบีบให้ลงนามในสัญญาสันติภาพที่แบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ตรงเส้นขนานที่ 17 ไปก่อน  พร้อมกับคำสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ที่ฝ่ายเวียดมินห์ของเขาน่าจะได้รับชัยชนะ  หลังจากที่เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ โฮมุ่งมั่นสร้างรัฐสังคมนิยมตามแบบอย่างจีน  ส่วนทางเวียดนามใต้ สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลโงดินเดียมซึ่งอ่อนแอและไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน  ทำให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงด้วยเหตุผลเพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์  จนเกิดสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1966  ขณะนั้นโฮอายุ 76 ปีแล้วแทบไม่ได้มีส่วนอะไรในการบัญชาการรบ แล้วก็ต้องจบชีวิตลงในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1969 เมื่ออายุได้ 79 ปี  อีก 6 ปีต่อมาคือ ค.ศ.1975  เวียดนามเหนือจึงได้รับชัยชนะสามารถรวบรวมประเทศได้จึงได้เปลี่ยนชื่ออดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้จาก "ไซ่ง่อน" มาเป็น "โฮจิมินห์ซิตี้" เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์
                    
2.ค่าใช้จ่าย ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับโปรโมชั่น 2 ที่นั่งรวม 5,480 บาท (จองข้ามปีรวมค่าโหลดกระเป๋าคนละ 15 กิโลกรัม)   ค่าโรงแรม 2 คืนพร้อมอาหารเช้า USD 64 แลกเงินไทยไป 2 คน 9,000 บาท (หมดเกลี้ยง)  
3.การหาข้อมูล จาก Wikipedia, เว็ปไซต์การท่องเที่ยวเวียดนาม และ หนังสือ "โฮจิมินห์  คู่มือการท่องเที่ยวเวียดนามใต้ด้วยตัวเอง" ของสำนักพิมพ์วงกลม ค่ะ  
 


**********************************************************************************

Powered by MakeWebEasy.com